แสงและสีต่างๆที่เรามองเห็น

 

ทุกคนต่างมีการมองเห็นแสงสีเหลืองของดวงตาและสมองของมนุษย์ ซึ่งทำประกอบต่างๆกันซึ่งอย่างไรก็ตามการมองเห็นแสงสีตั้งแต่วันนี้ประกอบด้วย 3 ส่วนใหญ่ๆคือ แสง วัตถุ และตาของมนุษย์ ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้เองเกิดขึ้นตามธรรมชาติมากมายเราอาจจะเห็นในทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ ภูเขา ดิน สีของท้องฟ้า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นตามธรรมชาติอย่างไรก็ตามใจและสร้างสรรค์วันนี้ที่เรามองเห็นสามารถนำไปพัฒนาเป็นงานศิลปะมากมายจากการที่เรามองเห็นต่างๆการรับรู้เกี่ยวกับมนุษย์มีกระบวนการที่ค่อนข้างหลากหลาย

 

เครื่องตามหลักวิทยาศาสตร์แล้วเมื่อแสงเกิดขึ้นตามธรรมชาติมากระทบของวัสดุ และถูกถ่ายทอดมาที่ตาของเรา ก็จะทำให้เราเห็นสีต่างๆเกิดขึ้นมากมาย อย่างไรก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดความรู้สึกต่างๆไม่ว่าจะเป็น รู้สึกสดใส รู้สึกเศร้าเพราะสิ่งต่างๆเหล่านี้ที่แสดงถึงอารมณ์มากมาย ยกตัวอย่างเช่นสีแดงหรือความร้อนแรงของสีต่างๆพรุ่งนี้ ถูกถ่ายทอดมาแล้วอาจจะรู้สึกถึงความรุนแรงความร้อนแรงของสีหรือแม้แต่จะเป็นในส่วนของ ความฉูดฉาด

และในส่วนของสีที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติที่เป็นสีฟ้าหรือสีน้ำเงินของแม่น้ำและทะเล จะทำให้เราเห็นถึงความสบายความผ่อนคลาย สีเขียวเป็นสีของธรรมชาติ ซึ่งเมื่อเห็นแล้วก็จะรู้สึกว่ามีความสดชื่นผ่อนคลาย อย่างไรก็ตามสีและแสงต่างๆนี้มีมากมายซึ่งมนุษย์ตั้งแต่ตอนนี้มาทำงานศิลปะเป็น

สิ่งที่เกิดขึ้นณตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นภาพวาดภาพเขียนหรือแม้แต่จะเป็นในส่วนของ งานศิลปะตามผนังกำแพงโบสถ์ หรืองานต่างๆเกิดขึ้นมากมายอย่างไรก็ตามมนุษย์มีความรับรู้เกี่ยวกับสีต่างๆและกระบวนการในการนำสีต่างๆเหล่านั้นมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุด สีที่เกิดตามธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นสีของหินสีของดินสีของเลือดต่างๆเหล่านี้ ถูกนำมาพัฒนาเป็นงานศิลปะมากมายตั้งแต่ยุคอดีต

และถูกพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆอย่างไรก็ตามมนุษย์มีความต้องการในการรับรู้ส่วนทะเลภาพของงานศิลปะต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ถูกพัฒนางานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการทำงานและการพัฒนาเรื่องราวต่างๆให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามที่จะเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ลักษณะในการใช้ชีวิตของผู้คนมีการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาตลอดเวลาผ่านทางรูปแบบในการทำงานศิลปะและถ่ายทอดอารมณ์

เพราะผู้คนมีความต้องการในการพัฒนารูปแบบในการใช้ชีวิตต่างๆที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นสีต่างๆเหล่านี้หรือว่าแตกต่างที่ถูกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนารูปแบบในการทำงาน

เพราะผู้คนมีความต้องการในการทำงานเสียความวันนี้ในการผ่อนคลายเรื่องราวต่างๆหรือแม้แต่จะเป็นจิตรกรต่างๆ หรือศิลปินต่างๆในยุคปัจจุบันก็มีการเรียนรู้ในงานทำงานศิลปะต่างๆเหล่านี้เพื่อพัฒนางานหรือปรับปรุงรูปแบบงานที่มีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น เพราะงานต่างๆเหล่านี้ก็มีการพัฒนาและการปรับปรุงอยู่ตลอดเวลาให้มีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นถ่ายทอดทางด้านสังคมวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของผู้คน ซึ่งในยุคปัจจุบันสำคัญอย่างยิ่งในการใช้ชีวิตในปัจจุบันนี้ 

 

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย    ufabet

เรื่องราวและการจดบันทึกทางศิลปะ

ดูหนังการสร้างสรรค์ผลงานทางการทำงานทางด้านศิลปะ เป็นเวลาช้านานที่งานศิลปะต่างๆที่เข้าสู่จิตใจผู้คนไม่ว่าจะเป็นเกี่ยวกับทางด้านความเชื่อศาสนาต่างๆ หากมองย้อนกลับไปปัจจัย 4 ของมนุษย์มีเพียงแค่ อาหาร ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค และเครื่องนุ่งห่ม แต่อย่างไรก็ตามมนุษย์มีความหวาดกลัวอยู่ในใจมีความต้องการในการอยู่รอดหรือแม้แต่จะเป็นในส่วนของตั้งแต่ยุคหินมา การจดบันทึกเรื่องราวต่างๆหรือแม้แต่จะเป็นการจดว่าในสถานที่ที่ใกล้ตัวเองมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นบ้าง

เพราะมนุษย์มีความหวาดกลัวจากสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ทางธรรมชาติหรือแม้แต่จะเป็นในส่วนของลักษณะอื่นๆที่เกิดขึ้นมา ยกตัวอย่างเช่นฟ้าผ่า ฟ้าร้อง แผ่นดินไหว น้ำท่วม ฝนตก สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาทำให้มนุษย์มีความหวาดกลัวและมีความระแวงในการใช้ชีวิตอย่างไรก็ตามเรื่องราวทางกายภาพต่างๆที่ถูกจดบันทึกด้วยความบังเอิญตั้งแต่ยุคหิน

ทุกคนต่างใช้เลือดสัตว์ กระดูกสัตว์ หรือแม้แต่จะเป็นหินต่างๆหรือแม้แต่จะเป็นดินต่างๆเป็นการแกะสลักหรือการจดบันทึกเขียนตามกำแพงต่างๆ จึงทำให้มีการเกิดงานศิลปะด้วยความบังเอิญผู้คนต่างๆมีความต้องการในการจดบันทึกเกี่ยวกับสัตว์ที่สามารถล่าได้หรือสามารถทำมาเป็นอาหารได้ สิ่งต่างๆเหล่านี้มีสารอาหารค่อนข้างเยอะเรื่องราวต่างๆในการจดบันทึกเรื่องราวต่างๆมีการบันทึกให้ผู้คนได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น

ส่งต่อเรื่องราวต่างๆในการพัฒนาด้านต่างๆมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาเรื่องราวเนื้อหาต่างๆของผู้คนมีการส่งต่อไปสู่สถานที่ต่างๆ ลักษณะของงานศิลปะก็มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาเช่นเดียวกันอย่างไรก็ตามมีจุดประสงค์สำคัญอย่างยิ่งที่เรื่องราวต่างๆในงานศิลปะต่างๆที่ถูกจดบันทึกผ่านงานศิลปะ ยกตัวอย่างเช่นในประเทศไทย หนังสือภาพที่เกี่ยวกับศาสนา มีเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงงานประติมากรรม หรือตามสถานที่เกี่ยวกับศาสนาต่างๆเช่นวัด โบสถ์ ตามสถานที่ต่างๆเหล่านี้มีการจดบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า

หรือเกี่ยวกับศาสนาทั้ง 4 นี่จะเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ศิลปะคือการจดบันทึกเรื่องราวต่างๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นศึกสงครามการเจริญรุ่งเรืองของเมืองต่างๆ การทำการค้า หรือแม้จะเป็นเหตุการณ์เกี่ยวกับศาสนา การเมือง การปกครองเศรษฐกิจต่างๆ อย่างไรก็ตามเรื่องราวต่างๆเกิดขึ้นผ่านการจดบันทึกหรือไม่จัดเป็นงานศิลปะภาคใหม่

ผู้คนต้องการความสนใจในการเรียนรู้เรื่องราวต่างๆหรือแม้แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงการสร้างสรรค์ผลงานต่างๆผ่านงานศิลปะจำนวนมาก การพัฒนาการทำงานหรือการสร้างสรรค์ผลงานเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบให้มีประสิทธิภาพอยู่เสมออย่างไรก็ตามเหตุการณ์หรือวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นของผู้คนดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ผู้คนให้ความสนใจในการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาการทำงานการเปลี่ยนแปลงศาสนาสังคม

ศิลปะคือ 1 ทางที่ผู้คนต่างๆสามารถแสดงออกได้ ไม่ว่าจะเป็นความคิดเห็นหรือแม้แต่เป็นความเชื่อต่างๆซึ่งส่งผลต่อความเป็นอยู่ของผู้คน 

 

 

สนับสนุนโดย   gclub

ประวัติการใช้สีทำงานศิลปะ

ศิลปะมีมาอย่างช้านานผู้คนใช้ศิลปะในการระบายอารมณ์จดบันทึกเรื่องราวต่างๆในยุคดึกดำบรรพ์ก็มีการใช้ศิลปะในการใช้ชีวิตของผู้คน ลักษณะความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของผู้คนก็มีการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เข้าถึงผู้คนได้ง่ายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ผู้คนส่วนใหญ่ใช้งานศิลปะในงานแสดงอารมณ์หรือแม้แต่เป็นการถ่ายทอดความรู้สึกต่างๆ มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีความคิดและแตกต่างจากสัตว์ชนิดอื่นเพราะมีการพัฒนาและวิวัฒนาการของตัวเอง

อยู่ตลอดเวลาอย่างไรก็ตามแต่ในยุคดึกดำบรรพ์นี้มนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตต่างๆหรือแม้แต่จะเป็นการพัฒนาเพื่อความอยู่รอด นึกว่าความกลัวความตื่นตระหนกหรือแม้แต่จะเป็นในส่วนของสิ่งต่างๆที่ทำให้มนุษย์จำเป็นจะต้องมีการควบคุมคุณภาพชีวิตต่างๆให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามแต่ในยุคดึกดำบรรพ์นี้กันทำงานศิลปะมีรูปแบบหลากหลายไม่ว่าจะเป็นในส่วนของการเขียนภาพติดฝาผนังหรือแม้แต่จะเป็นหินต่างๆหรือแม้แต่จะเป็นในส่วนของ ศิลาต่างๆ

ซึ่งในยุคก่อนเขาก็จะสร้างภาพว่าต่างๆหรือภาพเขียนต่างๆด้วยมือของตัวเอง การวาดผนังถ้ำเพื่อแสดงให้เห็นว่าถิ่นที่อยู่อาศัยมีสัตว์ชนิดใดบ้างหรือว่ามีอันตรายใดๆบ้าง เผื่อว่าลูกหลานในยุคต่อไปจะเข้ามาอยู่ในถ้ำนี้ก็จะได้ดูว่าจำเป็นจะต้องมีการระวังตัวอย่างไร และถิ่นฐานในการล่าสัตว์ นี่จึงเป็นส่วนที่สำคัญอย่างยิ่งที่มนุษย์จำเป็นจะต้องมีการจดบันทึกเรื่องราวต่างๆ การใช้สีในยุคแรกนี้ก็จะมีไม่มากเท่าไหร่นักการเขียนด้วยเลือด บนฝ่ากำแพง จะถูกบันทึกเป็นสีแดงด้วยเลือดของสัตว์

หรือบางครั้งก็จะมีการขูดขีดต่างๆโดยใช้ดูของสัตว์ มีการใช้สีน้ำตาล สีของดิน มีสีธรรมชาติอย่างมากมายเช่นการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนารูปแบบของศิลปะในยุคปัจจุบันก็เริ่มมีการศึกษาอย่างจริงจังและมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เพื่อสืบหาประวัติศาสตร์ของมนุษย์มีการอยู่อาศัยหรือว่ามีการใช้ชีวิตอย่างไร ก็เราสามารถเรียนรู้ได้จากงานศิลปะบนฝากำแพงต่างๆโดยเฉพาะการจดบันทึกเรื่องราวต่างๆเหล่านี้ยิ่งมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นเพราะได้เห็นอารยธรรมของสมัยก่อน

การใช้สีนี้มีการพัฒนาตลอดเวลาโดยยึดในยุคปัจจุบันก็มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นสีน้ำ สีน้ำมัน สีเทียน สีไม้ รูปแบบต่างๆเหล่านี้ก็มีการพัฒนาการเวลาให้อิงกับธรรมชาติที่มีการผลิตคัดสรรของเสียออกมาในยุคปัจจุบันผู้คนดังกล่าวใช้งานศิลปะในงานการระบายอารมณ์ การสื่อสาร หรือแม้แต่จะเป็นการจดบันทึกเรื่องราวต่างๆเพราะสีต่างๆเหล่านี้มีความหมายทั้งสิ้นในการใช้งานต่างๆ

ก็เป็นสงครามในงานศิลปะที่จำเป็นจะต้องมีการใช้สีให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อแสดงอารมณ์และผลงานว่ามีความสอดคล้องกับสิ่งใด อย่างไรก็ตามนี้ถือเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่มนุษย์ได้เข้าถึงงานศิลปะต่างๆตั้งแต่ก่อนหน้านี้ที่มีการจดบันทึกแค่เพียงเพื่อความอยู่รอดแต่ละยุคปัจจุบันก็มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาไม่มีการเข้าถึงที่ง่ายมากยิ่งขึ้นและการเปลี่ยนแปลงนี้เองทำให้มนุษย์ในยุคปัจจุบันมีสุนทรียภาพมากยิ่งขึ้น 

 

 

สนับสนุนโดย   gclub มือถือ ทดลองเล่น

จิตรกรต่างๆงานศิลปะและการใช้สีต่างๆในปัจจุบัน

ทุกคนต่างมีความเรียนรู้ในการใช้สีต่างๆในการทำงานไม่ว่าจะเป็นภาพวาดภาพเขียนหรือแม้แต่จะเป็นงานสำคัญต่างๆ ทุกคนมีความต้องการในการเสพเกี่ยวกับทางด้านศิลปะและสุนทรียภาพ สิ่งเหล่านี้เองเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนวงการศิลปะให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในแต่ละยุคสมัยก็เริ่มมีการพัฒนาศิลปะให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะผู้คนมีความต้องการในการเรียนรู้เกี่ยวกับสังคมและเป็นการถ่ายทอดวัฒนธรรมต่างๆผ่านงานศิลปะอย่างไรก็ตามที่จะเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่วัฒนธรรมในการสร้างสรรค์ผลงานดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นงานปั้น

งานเกี่ยวกับการระบายอารมณ์อย่าง impressions ผู้คนต่างๆมีการเรียนรู้ทางด้านศิลปะแต่ละยุคสมัยไม่ว่าจะเป็นบาโรกกรีกโรมัน แล้วยังมีอยู่อีกมากมายที่ซึ่งมีงานศิลปะเกิดขึ้นมามากมายผู้คนต่างๆมีการเรียนรู้ในการใช้สีจากธรรมชาติเข้ามาวาดรูปงานศิลปะหรือแม้แต่จะเป็นการเรียนรู้ภาพวาดภาพเขียนต่างๆของนักวาดภาพหรือศิลปิน จิตรกร ตั้งแต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยมีการถ่ายทอดศิลปะทางความเชื่อ ความศรัทธา

ส่วนใหญ่เกี่ยวกับทางพระเจ้าและความเชื่อต่างๆเกี่ยวกับศาสนาต่างๆที่ถูกถ่ายทอดมาเป็นงานมากมายอย่างไรก็ตามที่จะเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่บุคคลนั้นกลับมีหลักการในการพัฒนารูปแบบงานของตัวเอง

ปัจจุบันเราสามารถเข้าถึงงานศิลปะได้ง่ายมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในส่วนของการที่มีคอมพิวเตอร์หรือแม้จะเป็นอินเทอร์เน็ตซึ่งในยุคปัจจุบัน ศิลปินมากมายเกิดขึ้นจากการทำงานมากมายที่ซึ่งแสดงรูปแบบในการใช้ชีวิตหรือการพัฒนาการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การเติบโตของงานศิลปะต่างๆเหล่านี้ช่วยให้ผู้คนมีการเรียนรู้ในการทำงานโดยแผนพัฒนารูปแบบในการเข้าถึงงานต่างๆที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การใช้แสงสีหรือรูปทรงต่างๆ ถูกนำเข้ามาพัฒนางาน ที่ผู้คนสามารถเข้าถึงได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น แม้แต่สีต่างๆก็มีความหมายในตัวเอง อย่างไรก็ตามนี้จะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันองค์ประกอบการทำงานต่างๆหรือหลักการในการใช้งานรูปแบบศิลปะต่างๆมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นเพราะบุคคลต่างๆเริ่มมีการพัฒนาการทำงานการเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการใช้ชีวิตที่มีประสิทธิภาพอยู่เสมอ

ศิลปะต่างๆที่เข้ามามีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตของผู้คนต่างๆ จิตรกร ได้มีการถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆในชีวิตผ่านงานศิลปะหรือแม้แต่ความคิดความเชื่อต่างๆ ทุกคนต่างก็มีการเสพงานต่างๆเหล่านี้เพื่อพัฒนาหรือเข้าใจในสุนทรียภาพของการแสดงงานศิลปะ ซึ่งในยุคปัจจุบันก็มี Museum เกิดขึ้นมามากมาย ที่ศูนย์จัดแสดงงานศิลปะภาพวาดภาพเขียนต่างๆหรือแม้แต่จะเป็นการแสดงงานต่างๆที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามในยุคปัจจุบันก็มีการเกิดขึ้นของงานศิลปะมากมายที่ซึ่งแสดงความคิดของจิตรกรหรือแม้แต่จะเป็นการพัฒนาการทำงานที่มีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นซึ่งในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงของลักษณะในการใช้ชีวิตคือการพัฒนาการทำงานที่มีประสิทธิภาพที่เพิ่มมากขึ้นอยู่เสมอ 

 

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   เว็บพนันไม่ผ่านไลน์

การเปลี่ยนแปลงและการพัฒนางานศิลปะ

 

ยุคสมัยของงานศิลปะที่มีการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอเพราะผู้คนมีความต้องการในการเรียนรู้สิ่งต่างๆแต่ยุคสมัยที่มีการพัฒนา ที่ซึ่งมีความแตกต่างกันทางความเป็นอยู่รวมทั้งที่มีในส่วนของศิลปะในยุคต่างๆที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาผู้คนต่างเริ่มปีการศึกษาเรื่องราว ตรวจตาสิ่งของต่างๆที่โรงเรียนไม่ว่าจะเป็นเครื่องปั้นดินเผาหรือแม้จะเป็นกิจกรรมตามผนังต่างๆตั้งแต่ยุคสมัยก็มีลักษณะของงานศิลปะที่แตกต่างกันแต่ละยุคมีการพัฒนาสุนทรียภาพเทคนิคการทำงานดังกล่าวรวมทั้งอุปกรณ์ต่างๆ

เพื่อมีการเปลี่ยนแปลง ศิลปะเหล่านี้เองจึงทำให้งานศิลปะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นลักษณะโครงงานแต่ละยุคที่มีความโดดเด่นรวมทั้งยังมีในส่วนของ รูปแบบทำความเชื่อที่ถูกถ่ายทอดลงบนงานเสียต่างๆจึงทำให้งานศิลปะในการพัฒนา และมีการเปลี่ยนแปลงตามยุคตามสมัยก็มีการพัฒนางานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นกิจกรรมของมนุษย์ในแต่ละวันสำคัญอย่างยิ่งที่จำเป็นจะต้องมีการศึกษาว่าคนรุ่นก่อน

มีการพัฒนาความเป็นอยู่อย่างไรนี้จึงเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ศิลปะเป็นหนึ่งในนั้นที่ซึ่งถูกถ่ายทอดมาสู่ผู้คนอายุข้างหลังได้บ่งบอกว่าแต่ละยุคสมัยมีการกำเนิดงานศิลปะต่างๆขึ้นได้อย่างไร เพราะศิลปะเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับผู้คนมาตลอด

สีหน้าต่างถูกพัฒนาการเปลี่ยนแปลงเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆถูกบันทึกลงในงานศิลปะไม่ว่าจะเป็น งานจากการปั้นงานจากการแกะสลัก อุปกรณ์ต่างๆทางธรรมชาติถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการทำงานศิลปะมากมายไม่ว่าจะเป็น ไม้ หิน ดิน ทราย และมีสิ่งอื่นอีกมากมายที่ผู้คนนำมาใช้เพื่อพัฒนางานต่างๆหรือว่าพัฒนาสิ่งต่างๆงานศิลปะได้เป็นอีกส่วนหนึ่งซึ่งบันทึกเรื่องราวต่างๆของผู้คนนี้จึงทำให้บ่งบอกได้ว่ายุคสมัยที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัยมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านศิลปะค่อนข้างมาก

ยกตัวอย่างเช่นงานศิลปะเกี่ยวกับยุคคริสเตียน อยู่ที่มีการพัฒนาและวิวัฒนาการในส่วนของงานศิลปะ นำความเชื่อในคัมภีร์ไบเบิลเกี่ยวกับพระเจ้าความศรัทธาต่างๆมาทำงานศิลปะเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามในยุคนั้นมีศิลปินที่มีชื่อเสียงมากมายเกิดขึ้นมาทำงานศิลปะ จำนวนมหาศาล ให้ผู้คนต่างๆได้มีการซึมซับหรือว่าเข้าถึงเกี่ยวกับงานต่างๆเพราะว่างานแต่ละยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงทำให้ผู้คนมีการรับรู้เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น หรือแม้แต่จะเป็นการถ่ายทอดความเชื่อและความเข้าใจของศิลปินต่างๆผ่านทางงานศิลปะ

นี่เองจึงทำให้การเปลี่ยนแปลงของงานศิลปะและการพัฒนางานศิลปะมีการพัฒนาตลอดเวลาจากสมัยก่อนมีการใช้เพียงแค่อุปกรณ์จากธรรมชาติโดยเท่านั้นแต่ในยุคปัจจุบัน เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงของอุปกรณ์ต่างๆมีการผลิตอุปกรณ์ทางการทำงานศิลปะที่เพิ่มขึ้นจึงทำให้ในยุคปัจจุบันงานศิลปะมีความหลากหลายโดยอาศัยการศึกษางานศิลปะในยุคก่อนนำมาพัฒนางานหรือปรับปรุงรูปแบบงาน

ในยุคปัจจุบันเราจึงเห็นเกิดขึ้นมามีการทำงานและการพัฒนางานจำนวนมหาศาลให้ผู้คนได้เสพงานต่างๆเหล่านั้นกัน เพราะศิลปะคือสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์เป็นการสร้างสุนทรียภาพแห่งการรับรู้ นี่จะเป็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงของงานศิลปะ 

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   ufabet

 

ศิลปะการเขียน

การเขียน เป็นสิ่งทุกคนทำได้และทำกันมาต่อเนื่องตั้งแต่เด็กจนโต ทุกคนล้วนเคยได้รับการศึกษาเล่าเรียน การปลูกฝังสอนให้เขียนหนังสือมาตั้งแต่เด็ก จนถึงวัยเรียนก็ได้รับการฝึกให้เขียนเรียงความ รายงาน เป็นต้น การเขียนจึงถือเป็นพื้นฐานของมนุษย์ มนุษย์ทุกคนย่อมเขียนเป็น แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเขียนออกมาได้ดี การเขียนเป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้ ทำเป็นก็จริง

แต่การจะเขียนให้ดีนั้นจะต้องได้รับการฝึกฝน ได้รับการเรียนรู้มาอย่างดี หากเราเขียนได้ดีเราสามารถนำการเขียนของเราไปต่อยอดสร้างรายได้จากการเขียนขึ้นมาได้ด้วย ตัวอย่างเช่นนักเขียนนิยาย เขียนหนังสือ เขียนบทความ เขียนบทละคร เป็นต้น วันนี้เราจะมาแนะนำศิลปะการเขียน เขียนอย่างไรถึงจะดี

1.อ่านหนังสือที่ให้ความรู้ได้เยอะ

พื้นฐานการจะเขียนให้ได้ดีคือการอ่าน ผู้เขียนจะต้องคำนึงถึงเรื่องความรู้ที่จะนำไปเขียน ยิ่งผู้เขียนมีความรู้มากเท่าไร จะยิ่งนำเรื่องที่รู้ไปเขียนได้มากเท่านั้น อีกทั้งการอ่านยังทำให้ผู้เขียนได้เห็นศิลปะการเขียน การใช้ภาษา ของนักเขียนผู้อื่นอีกด้วย ว่ากันว่าผู้ที่อ่าหนังสือมาเยอะจะมีการใช้ภาษาที่สละสลวยกว่าคนทั่วไป และมีทัศนคติที่ดีขึ้น ฉะนั้นแล้วหากจะเริ่มเขียน ผู้เขียนควรเริ่มจากการอ่านเพื่อหาความรู้ หาแรงบันดาลใจ เพื่อเป็นพื้นฐานความรู้ก่อน

2.เลือกใช้ภาษาในการเขียน

ภาษาพูดและภาษาเขียนค่อนข้างมีความต่างกันมาก เมื่อเวลาพูดภาษาจะมีความเข้าใจง่าย แต่ไม่ได้เป็นทางการ กลับกันภาษาจะต้องเข้าใจง่ายและเป็นภาษาทางการ ฉะนั้นการจะเขียนให้ดีจะต้องรู้จักใช้ภาษาที่สละสลวย ภาษาที่เป็นทางการ ภาษาที่ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้ ผู้เขียนควรลองฝึกการใช้ภาษา โดยการลองเขียนประโยคที่ใช้ภาษาพูด ให้เป็นภาษาเขียน และใช้ภาษาที่สละสลวย ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงประเภทงานเขียนด้วยว่าผู้เขียนจะเขียนงานแนวไหน จะมีทิศทางการใช้ภาษาอย่างไร หากเป็นการเขียนนิยาย จะต้องมีบทพูด จึงสามารถใช้ภาษาพูดได้ แต่ถ้าเป็นงานเขียนวิจัยจะต้องใช้ภาษาทางการ เป็นต้น

3.กำหนดหัวข้อเรื่องและเรียงลำดับการเขียน

ผู้เขียนจะต้องกำหนดหัวข้อเรื่องที่จะเขียนออกมาว่าจะเขียนเกี่ยวกับอะไร จะได้ศึกษาหาข้อมูลและเรียงลำดับข้อมูลที่จะนำไปเขียนได้ถูกต้องและเหมาะสม เพราะการเขียนที่ดีจะต้องมีการลำดับการเขียน เช่น จะต้องมีการเกิร่นนำเรื่อง เนื้อเรื่อง และสรุปเรื่อง หากไม่มีการลำดับการเขียนอาจทำให้ผู้เขียนสับสน เขียนวกไปวนมาได้ ฉะนั้นแล้วควรมีการกำหนดหัวข้อเรื่องและลำดับการเขียนไว้ จึงจะทำให้การเขียนไหลลื่น และน่าอ่านยิ่งขึ้น

4.หมั่นฝึกเขียน

เมื่อผู้เขียนสามารถเขียนได้พอสมควรแล้ว ควรหมั่นฝึกเขียนบ่อยๆ เพื่อให้เกิดความเคยชิน ให้เกิดการพัฒนา เพราะหากทิ้งการฝึกฝนไปจะทำให้ต้องการมาเริ่มต้นฝึกเขียนใหม่ และอาจทำให้เขียนได้ไม่ดีเท่าเดิม ที่สำคัญการฝึกเขียนบ่อยๆจะทำช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง

5.หมั่นหาแรงบันดาลใจ 

แม้จะมีการฝึกฝนอยู่ตลอดเวลาแล้วก็ตาม แต่ศิลปะการเขียนก็คือศิลปะแขนงหนึ่งที่ผู้เขียนจะต้องสร้างสรรค์ จึงต้องหมั่นหาแรงบันดาลใจอยู่ตลอดเวลา มิฉะนั้นอาจทำให้การเขียนสะดุด ไม่มีความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอดได้ แรงบันดาลใจอาจช่วยให้ผู้เขียนมีความคิดสร้างสรรค์ต่อการเขียนได้ต่อไป

การเขียนดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ง่าย แต่การจะเขียนให้ดีได้เป็นเรื่องที่ยากพอสมควร ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นนักเขียน ที่จะใช้การเขียนในการสร้างรายได้ เมื่อศิลปะในการเขียนเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความสามารถ ทักษะ การฝึกฝน ผู้เขียนจึงเป็นเหมือนศิลปินที่คอยสร้างสรรค์ผลงาน ฉะนั้นแล้วการช่วยอุดหนุนผลงานการเขียนก็ถือเป็นการสนับสนุนงานศิลปะอย่างหนึ่งให้คงอยู่ในสังคมไทยได้ต่อไป

 

 

สนับสนุนโดย   สล็อต เว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

นักแต่งเพลงชื่อดังผู้อาภัพ

เพลงและดนตรีนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับเรามาอย่างช้านานแต่ในสมัยก่อนนั้นถือว่าเพลงในยุคกรีกที่เป็นแนวคลาสสิคนั้นถือว่าเป็นเพลงที่สามารถช่วยลดอาการหงุดหงิดและสามารถแก้อาการอารมณ์ร้อนต่างๆได้อย่างดีด้วยและยังช่วยในทุกเพศทุกวัยไม่เพียงเท่านั้นยังสามารถช่วยในเรื่องของการเสริมสร้างทางด้านความคิดจินตนาการและจุดประกายให้เราสามารถที่จะคิดและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆได้อย่างดีอีกด้วย

โดยเฉพาะในชีวิตประจำวันนั้นเสียงเพลงนั้นสามารถเป็นสิ่งที่ช่วยให้เกิดความผ่อนคลายและเป็นเหมือนสารอาหารตัวหนึ่งที่ช่วยในเรื่องการบำรุงสมองของเราและสร้างให้ต่อมรับความรู้สึกของเรานั้นรนู้สึกดีขึ้นและสิ่งเหล่านี้จึงนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ จิตใจให้ดียิ่งขึ้นจากเดิมนั่นเอง

แต่อย่างไรก็ตามเมื่อมองกลับไปถึงนักดนตรีหรือนักแต่งเพลงแล้วนั้นถือว่าเป็นผู้ที่อาภัพอย่างมากเลยทีเดียวเพราะเมื่อพวกเขานั้นสามารถแต่งเพลงที่ไพเราะและเพราะได้แล้วนั้น ก็จะต้องมีการนำมาเผยแพร่สู่โลกทำให้หลังจากนั้นเมื่อเพลงมีการบรรเลงและเผยแพร่ไปแล้วคนอื่นๆก็จะสามารถเล่นหรือบรรเลงดนตรีหรือเพลงเหล่านั้นได้ และแม้ผลงานเพลงจะเป็นสิ่งที่ช่วยปลอบประโลมจิตใจของมนุษย์และทำให้มีความสุขได้นั้น

แต่ศิลปินหรือผู้แต่งเพลงที่ไพเราะนั้นกลับต้องมีชีวิตที่แล้งแค้นอย่างมากและสิ่งที่ทำให้เกิดเกตุการณ์เช่นนี้เลยนั้นก็เพราะว่าศิลปินผุ้แต่งเพลงนั้นมักจะไม่ค่อยมีหัวหรือความคิดทางด้านธุรกิจการค้าที่ดีมากนักจึงเป็นสิ่งที่ทำให้ศิลปินและนักแต่งเพลงต่างนั้นมักจะถูกเอาเปรียบอยู่เสมอนั่นก็เป็นผลกระทบที่ทำให้ศิลปินนักแต่งเพลงโดยส่วนใหญ่นั้นมีความเป็นอยู่ที่ไม่ค่อยดีมากนักนั่นเอง

โมสาร์ทนับว่าเป็นศิลปินคนหนึ่งที่มีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ถือว่าอาภัพอย่างมาก ถึงแม้ว่าเขานั้นจะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นนักดนตรีอัจฉริยะของโลกก็ตามและถึงแม้เวลาที่เขานั้นได้สร้างสรรค์ผลงานจะผ่านมามากกว่า200ปีแล้วก็ตามในปัจจุบันเขาก็ยังคงถือว่าเป็นบุคคลทางประวัติศาสตร์ด้านวงการดนตรีและการแต่งเพลงที่ยังคงได้รับการยกย่องอยู่ แต่หากจะพูดถึงอดีตของเขาแล้วนั้น

โมสาร์ทคือหนึ่งศิลปินที่ถึงแม้ว่าผลงานที่เขานั้นได้สร้างสรรค์และเป็นผลงานที่ดีนั้นแต่ความเป็นอยู่และสภาพชีวิตของเขานั้นถือว่าไม่สู้ดีเลยทีเดียว และเขานั้นยังได้รับฉายาในสมัยนั้นด้วยว่าศิลปินไส้แห้งเพราะเขาถือว่าเป็นศิลปินที่สู้ชีวิตอย่างมากและไม่เคยได้รับการสนับสนุนที่ดีจากสังคมเลยในสมัยนั้น เนื่องจากการฟังหรือเสพดนตรีในสมัยนั้นเป็นที่นิยมในชนชั้นสูงเท่านั้นทำให้พวกเขาไม่เข้าใจความเป็นศิลปินเท่ากับในปัจจุบันนั่นเอง โมสาร์ทจึงบจำต้องตกอยู่ในสภาพนักดนตรีอัจฉริยะแต่ไม่มีอันจะกินในตอนนั้นนั่นเอง

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   เว็บพนันบอลฝากขั้นต่ำ 100

 

การถ่ายทอดความจริงผ่านศิลปะ1

ศิลปะถือว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาอย่างช้านานตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ด้วยซ้ำก็มีการหาหลักฐานต่างๆมากมายเพื่อจะเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าศิลปะในยุคก่อนประวัติศาสตร์นั้นมีลักษระและความสวยงามทางด้านความคิดสร้างสรรค์อย่างไรบ้างเพื่อที่จะนำมาเป็นสิ่งที่ใช้ในการพัฒนาและปรับปรุง ผสมผสานทางด้านศิลป์ให้เกิดความลงตัวที่สุด ศิลปะสมัยใหม่นั้นมีการเริ่มขึ้นในช่วงยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมโดยช่วงนั้นเป็นช่วงศตวรรษที่18 มีสิ่งต่างๆ

เปลี่ยนแปลงและเกิดขึ้นมากมายในยุคนั้น ศิลปะก็เช่นเดียวกันมีกรเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากด้วย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรคืผลงานทางด้านศิลปะที่มีการสร้างสรรค์ที่ดีและมีสไตล์ใหม่ๆเกิดขึ้นจำนวนมากและมีความแปลกและแหวกไปจากศิลปะเดิมๆด้วย

Realism เป็นศิลปะที่มีการสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อเป็นสิ่งที่จะถ่ายทอดความจริงในสังคม เพื่อให้คนในสังคมนั้นรับรู้และมีการเรียนรู้สังคมผ่านสิลปะนั่นเอง โดยศิลปินที่ทำงานด้านนี้ที่ชื่อเสียงและมีผลงานที่โดดเด่นก็คือ Millet เขานั้นชอบสร้างสรรคืผลงานการออกแบบภาพวาดเกี่ยสกับชีวิตประจำวันขงผู้คนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นชาวนา กรรมกร และผลงานของเขาที่มีชื่อเสียงและโงดังไปทั่วโลกนั้นก็คือ The Gleanners เป็นผลงานที่มีการวร้างสรรค์โดยการวาดภาพสะท้อนชีวิตชาวนาในยุคนั้นเป็นการสร้างสรรค์ที่เกิดความแปลกใหม่

อย่างมากในยุคนั้นด้วยเพราะเป็นการสร้างสรรคืที่ยังไม่เคยมีใครสร้างสรรค์ผลงานในลักษระนี้มาก่อนนั่นเอง ทำให้ผลงานของเขานั้นได้รับความสนใจอย่างมาก ไม่เพียงความสวยงามเท่านั้นแต่การสร้างสรรค์ผลงานในลักษณะนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนนั้นสามารถที่จะนำผลงานของเขาเก็บไว้เป็นที่ระลึกได้ด้วย เพราะเป็นการบอกเล่าเรื่องราวในยุคนั้น และเป็นการสร้างสรรค์ที่สามารถนำไปถ่ายทอดใสนอนาคตได้

Courbet เขานั้นมีความเชื่อว่าศิลปินนั้นสามารถที่จะถ่ายทอดสิ่งที่เขานั้นพบเห็นออกมาได้ดีใกกว่าสิ่งที่เขานั้นไม่เคยพบเห็น ดดยการสร้างสรรค์ผลงานของเขานั้นก้เป็นการสร้างสรรค์ในเชิงความจริงเช่นกัน ดดยสิ่งที่วาดออกมานั้นโดยส่วนใหญ่แล้วนเป็นสิ่งที่เขาเคยพบเห็นมาแล้วทั้งสิ้นนั่นเอง ปลงานที่ได้รับความนิยมและมีชื่อเสียงของเขาก็คือ The Interior และStone Breaker เป็นผลงานที่มีการสร้างสรรค์ในลักษณะการถ่ายทดสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน

คล้ายกับ Millet นั่นเอง แต่ลักษณะเด่นของเขานั้นจะมีความแตกต่างกันออกไป โดยถึงแม้จะผลงานที่มีการถ่ายทอดและสะท้อนความเป้นจริงเป็นหลัก แต่การสร้างสรรค์ของเขาทั้งสองคนนั้นเป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่างและความสวยงามของแต่ละคนที่มีความแตกต่างกันไป ถึงแม้ว่าผลงานของทั้งคนนั้นอาจจะไม่ได้เป็นผลงานที่มีความดังไปทั่วโลกอย่างผลงานชิ้นๆอื่นๆ แต่ก็ถือว่าการสร้างสรรค์ในเชิงความจริงและสิ่งที่พบเห็นในทุกวันนั้นเป็นสิ่งที่แปลกใหม่สำหรับศิลปะในยุคใหม่มาก

ทำให้การสร้างสรรค์ในลักษณะนี้เป็นสิ่งที่หลายๆคนให้ความสนใจอย่างมาก

 

 

ขอขอบคุณ   gclub ฝากขั้นต่ำ 20  ที่ให้การสนับสนุน

 

ตำนาน ต้นกำเนิด ปลาแก้มช้ำ

มีตายายคู่หนึ่งอาศัยอยู่บนภูเขาด้วยกันโดยตากับยายนั้นเลี้ยงสัตว์อยู่ 2 ชนิดนั่นก็คือหมากับแมวโดยคุณยายนั้นมีสมบัติจากตระกูลของตัวเองอยู่ 1 อย่างซึ่งเป็นแหวนเพชรที่มีความสวยงามและเก่าแก่เป็นอย่างมากมีอยู่วันหนึ่งที่เจ้าหมาเห็นแหวนเพชรอยู่มันจึงได้ภาพแหวนเพชรไปกะว่าจะเอาไปเล่นคุณยายเมื่อหาแหวนไม่เจอก็รู้ทันทีว่า เจ้าหมาเอาไป

คุณยายจึงสั่งให้เจ้าแมวไปเจรจากับเจ้าหมาให้คืนแหวนของคุณยายมาเจ้าแมวก็เห็นเจ้าหมากำลังจะเดินข้ามแม่น้ำไปเจ้าแมวรีบถามมาว่าเจ้าได้เอาแหวนของคุณยายไปใช่ไหมตอนที่หมากำลังจะตอบแหวนของคุณยายก็ได้ดันตกลงไปในแม่น้ำและก็ได้มีปลาตัวหนึ่งที่คาบแหวนไปตอนนั้นเจ้าหมาและเจ้าแมวตกใจเป็นอย่างมาก

เจ้าหมาจึงได้ลงไปในน้ำให้คนของมันเก็บน้ำเอาไว้แล้วมันก็ขึ้นมาสะบัดร่างกายของมัน หลอกทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆทั้งวันทั้งคืนหวังที่จะนำน้ำออกหมดจะได้เจอแหวนได้ง่ายๆสูงปลาที่อาศัยอยู่ที่นั่นก็กลัวว่าตัวเองจะตายเจ้า ปลาตัวหนึ่งซึ่งเป็นปลาที่มีอำนาจที่สุด ได้ไปเจรจากับเจ้าหมาบ้าพวกมันนั้นอยากให้เจ้าหมาหยุดนำน้ำออกจากแม่น้ำก่อนพวกมันจะตอบแทน

โดยการไปนำแหวนมาคืนให้เจ้าหมาก็ตอบตกลงเราพาก็ตามหาตัวเจ้าปลาที่ขโมยแหวนไปจนเจอและเจ้าป่าทั้งหลายก็เล่าเหตุการณ์ให้กับเจ้าปลาที่ขโมยแหวนไปให้ฟังแต่เจ้าปลาที่ขโมยแหวนไปนั้นกลับไม่คืนแหวนนั่นทำให้เหล่าปลานั้นโมโหเป็นอย่างมาก จึงได้ทำร้ายเจ้าปลาตัวนั้นจนแก้มของมันนั้นฟกช้ำมีรอยเลือดสีแดงหลังจากที่ ปลาได้แหวนมาแล้ว

พวกมัน ก็นำแหวนไปคืนเจ้าหมาและแมวเจ้าหมาและแมวก็นำแหวนไปคืนเจ้านายโดยต้นกำเนิดของปลาแก้มช้ำก็คือเรื่องที่เจ้าป่าขโมยแหวนไปและถูกปลาตัวอื่นทำร้ายจนหลังจากที่มันมีลูกหลานลูกหลานของมันนั้นก็มีรอยฟกช้ำที่หน้าเหมือนกันทำให้ทุกคนได้ตั้งฉายาว่าเจ้าปลาแก้มช้ำนั่นเอง

    สำหรับปลาแก้มช้ำนั้นเป็นปลาที่อยู่ในน้ำจืดและเป็นปลาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับปลาตะเพียนซึ่งหากใครที่ไม่เคยรู้จักพาแก้มช้ำมาก่อนก็สามารถดูข้อมูลของปลาชนิดนี้ได้ผ่านทางอินเทอร์เน็ตซึ่งจะมีรายละเอียดบอกเกี่ยวกับเรื่องของปลาชนิดนี้เอาไว้อย่างละเอียดนั่นเอง

 

 

 

สนับสนุนโดย   จีคลับคาสิโนออนไลน์

ตำนานปีศาจแมว แห่งนาเบะชิมา

                 มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับตำนานปีศาจแมวซึ่งเกิดขึ้น  ในช่วงสมัยการปกครองของ โอเดะตอนต้นนั้นเป็นการปกครองของ สมัยองค์จักรพรรดิ์ไดเมียวนาเบะชิมา  มิซูชิเกะ ซึ่งปัจจุบันนี้ก็คือเมืองซาง่านั่นเอง  ในสมัยนั้นมีทหารรับใช้ที่เก่งกาจสามารถคอยเป็นด่านทับหน้าที่คอยบุกทะลวงต่อสู้กับข้าศึก ได้สร้างผลงานมาแล้วมากมาย มีนามว่า เรียว โซจิ มาตาซิจิรุ มีอยู่วันนึงเดี๋ยวโซจิได้เดินทางไปที่บ้านของไดเมียวนาเบะชิมา

เพื่อไปทำการพูดคุยกันตามปกติแต่ในระหว่างการคุยกันนั้นเกิดการทะเลาะกันเกิดขึ้นทำให้  คนของบ้านไดเมียวนาเบะชิมา ได้ทำการฆ่าจนถึงแก่ความตายหลังจากนั้นก็นำศพของเขาไปฝัง ที่บริเวณหลังกำแพงซึ่งอยู่ติดกับบ่อน้ำเก่าแก่ ซึ่ง แม่ของเรียวโซจินั้นเห็นว่าลูกชายของตนเองนั้นหายออกจากบ้านมาที่ บ้านของ ไดเมียวนาเบะชิมาเป็นเวลาหลายชั่วโมงแล้วและไม่ยอมกลับไปบ้านเสียทีจึงได้ออกมาตามหาลูกชายด้วยความเป็นห่วง

แต่คนงานของบ้าน ไดเมียวนาเบะชิมา พากันขับไล่หญิงชราโดยบอกว่าเรียวโซจิไม่เคยมาบ้านหลังนี้เนื่องจากว่าเจ้าของบ้านนั้นไม่สบายจึงไม่ได้ต้อนรับแขก หญิงชราพยายามตามหาเรียว โซจิ ลูกชายของนางโดยการสอบถามตามบ้านของเพื่อนบ้านไปยังตามที่ต่างๆแต่ก็ไม่เคยมีใครเห็นเรียวโซจิเลย  นางได้แต่ตามหาและร้องไห้อยู่ตลาดเวลา ขณะที่แม่ของเรียวโซจิกำลังร้องไห้คร่ำครวญถึงลูกชายของตนเองอยู่นั้นแมวของนางซึ่งนางเลี้ยงเอาไว้ชื่อว่าเจ้าโคมะ ได้มีการคาบกระดูกของสิ่งมีชีวิตเอามาวางไว้ตรงบริเวณด้านหน้าของนางซึ่งโครงกระดูกที่แมวคาบมานั้นมีเศษเสื้อของโลจิสติกส์มาด้วยทำให้หญิงชราทราบได้ทันทีว่านี่คือโครงกระดูกของลูกชายของเธอเธอ

จึงได้เดินทางไปเจอตรงบริเวณที่พบโครงกระดูกซึ่งอยู่ใกล้ๆกับบ้านของไดเมียวนาเบะชิมา ทำให้เธอนั้นไปต่อว่าคนงานของบ้านไดเมียวนาเบะชิมาว่าเป็นสาเหตุที่ทำการฆ่าลูกของเธอตายแต่คนงานนั้นก็ขับไล่เธอพร้อมกับด่าทอเธอและปฏิเสธว่าไม่ใช่คนที่ฆ่าเรียวโซจิ หญิงชรานั้นจมอยู่กับความเสียใจความคิดถึงลูกชายทำให้ตลอดระยะเวลาที่เธอมีชีวิตอยู่นั้นเธอมักจะนั่งสาปแช่งครอบครัวของไดเมียวนาเบะชิมาให้กับแมวของเธอฟังอยู่ทุกวันเป็นประจำ

และด้วยความเศร้าโศกเสียใจที่ได้สูญเสียลูกชายไปทำให้หญิงชราตัดสินใจใช้มีดฆ่าตัวเองตายในที่สุดเลือดได้ไหลนองไปทั่วทั้งบริเวณห้อง โคมะแมวที่หญิงชราเลี้ยงเอาไว้ได้พ่อมาดื่มกินเลือดของหญิงชราเข้าไปหลังจากนั้นเจ้าแมว โคมะก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย และนับตั้งแต่โคมะหายตัวไปในทุกๆคืนที่บ้านของ ไดเมียวนาเบะชิมา จะมีแมวเข้าไปอาละวาดหลอกผู้คนและทำลายข้าวของรวมถึงทำร้ายและฆ่าทุกคนที่มาขวางทางมัน

คืนแล้วคืนเล่าที่คนของตระกูลไดเมียวนาเบะชิมาต้องเผชิญกับ ปีศาจแมวที่โหดร้าย และแล้วในคืนหนึ่งโคโมริซามูไรผู้ภักดีของบ้านไดเมียวนาเบะชิมา ก็ได้ต่อสู้กับปีศาจแมว และสามารถปรับมันได้สำเร็จซึ่งเมื่อเห็นหน้ามันแล้วจึงได้รู้ว่ามันคือเจ้าโคมะแมวของหญิงชรานั่นเอง และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาคนของตระกูลบ้านไดเมียวนาเบะชิมาจึงปลอดภัยจากปีศาจแมวนั่นเอง

 

 

สนับสนุนโดย  gclub slot ทดลองเล่น