ตำนาน ต้นกำเนิด ปลาแก้มช้ำ

มีตายายคู่หนึ่งอาศัยอยู่บนภูเขาด้วยกันโดยตากับยายนั้นเลี้ยงสัตว์อยู่ 2 ชนิดนั่นก็คือหมากับแมวโดยคุณยายนั้นมีสมบัติจากตระกูลของตัวเองอยู่ 1 อย่างซึ่งเป็นแหวนเพชรที่มีความสวยงามและเก่าแก่เป็นอย่างมากมีอยู่วันหนึ่งที่เจ้าหมาเห็นแหวนเพชรอยู่มันจึงได้ภาพแหวนเพชรไปกะว่าจะเอาไปเล่นคุณยายเมื่อหาแหวนไม่เจอก็รู้ทันทีว่า เจ้าหมาเอาไป

คุณยายจึงสั่งให้เจ้าแมวไปเจรจากับเจ้าหมาให้คืนแหวนของคุณยายมาเจ้าแมวก็เห็นเจ้าหมากำลังจะเดินข้ามแม่น้ำไปเจ้าแมวรีบถามมาว่าเจ้าได้เอาแหวนของคุณยายไปใช่ไหมตอนที่หมากำลังจะตอบแหวนของคุณยายก็ได้ดันตกลงไปในแม่น้ำและก็ได้มีปลาตัวหนึ่งที่คาบแหวนไปตอนนั้นเจ้าหมาและเจ้าแมวตกใจเป็นอย่างมาก

เจ้าหมาจึงได้ลงไปในน้ำให้คนของมันเก็บน้ำเอาไว้แล้วมันก็ขึ้นมาสะบัดร่างกายของมัน หลอกทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆทั้งวันทั้งคืนหวังที่จะนำน้ำออกหมดจะได้เจอแหวนได้ง่ายๆสูงปลาที่อาศัยอยู่ที่นั่นก็กลัวว่าตัวเองจะตายเจ้า ปลาตัวหนึ่งซึ่งเป็นปลาที่มีอำนาจที่สุด ได้ไปเจรจากับเจ้าหมาบ้าพวกมันนั้นอยากให้เจ้าหมาหยุดนำน้ำออกจากแม่น้ำก่อนพวกมันจะตอบแทน

โดยการไปนำแหวนมาคืนให้เจ้าหมาก็ตอบตกลงเราพาก็ตามหาตัวเจ้าปลาที่ขโมยแหวนไปจนเจอและเจ้าป่าทั้งหลายก็เล่าเหตุการณ์ให้กับเจ้าปลาที่ขโมยแหวนไปให้ฟังแต่เจ้าปลาที่ขโมยแหวนไปนั้นกลับไม่คืนแหวนนั่นทำให้เหล่าปลานั้นโมโหเป็นอย่างมาก จึงได้ทำร้ายเจ้าปลาตัวนั้นจนแก้มของมันนั้นฟกช้ำมีรอยเลือดสีแดงหลังจากที่ ปลาได้แหวนมาแล้ว

พวกมัน ก็นำแหวนไปคืนเจ้าหมาและแมวเจ้าหมาและแมวก็นำแหวนไปคืนเจ้านายโดยต้นกำเนิดของปลาแก้มช้ำก็คือเรื่องที่เจ้าป่าขโมยแหวนไปและถูกปลาตัวอื่นทำร้ายจนหลังจากที่มันมีลูกหลานลูกหลานของมันนั้นก็มีรอยฟกช้ำที่หน้าเหมือนกันทำให้ทุกคนได้ตั้งฉายาว่าเจ้าปลาแก้มช้ำนั่นเอง

    สำหรับปลาแก้มช้ำนั้นเป็นปลาที่อยู่ในน้ำจืดและเป็นปลาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับปลาตะเพียนซึ่งหากใครที่ไม่เคยรู้จักพาแก้มช้ำมาก่อนก็สามารถดูข้อมูลของปลาชนิดนี้ได้ผ่านทางอินเทอร์เน็ตซึ่งจะมีรายละเอียดบอกเกี่ยวกับเรื่องของปลาชนิดนี้เอาไว้อย่างละเอียดนั่นเอง

 

 

 

สนับสนุนโดย   จีคลับคาสิโนออนไลน์

ตำนานปีศาจแมว แห่งนาเบะชิมา

                 มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับตำนานปีศาจแมวซึ่งเกิดขึ้น  ในช่วงสมัยการปกครองของ โอเดะตอนต้นนั้นเป็นการปกครองของ สมัยองค์จักรพรรดิ์ไดเมียวนาเบะชิมา  มิซูชิเกะ ซึ่งปัจจุบันนี้ก็คือเมืองซาง่านั่นเอง  ในสมัยนั้นมีทหารรับใช้ที่เก่งกาจสามารถคอยเป็นด่านทับหน้าที่คอยบุกทะลวงต่อสู้กับข้าศึก ได้สร้างผลงานมาแล้วมากมาย มีนามว่า เรียว โซจิ มาตาซิจิรุ มีอยู่วันนึงเดี๋ยวโซจิได้เดินทางไปที่บ้านของไดเมียวนาเบะชิมา

เพื่อไปทำการพูดคุยกันตามปกติแต่ในระหว่างการคุยกันนั้นเกิดการทะเลาะกันเกิดขึ้นทำให้  คนของบ้านไดเมียวนาเบะชิมา ได้ทำการฆ่าจนถึงแก่ความตายหลังจากนั้นก็นำศพของเขาไปฝัง ที่บริเวณหลังกำแพงซึ่งอยู่ติดกับบ่อน้ำเก่าแก่ ซึ่ง แม่ของเรียวโซจินั้นเห็นว่าลูกชายของตนเองนั้นหายออกจากบ้านมาที่ บ้านของ ไดเมียวนาเบะชิมาเป็นเวลาหลายชั่วโมงแล้วและไม่ยอมกลับไปบ้านเสียทีจึงได้ออกมาตามหาลูกชายด้วยความเป็นห่วง

แต่คนงานของบ้าน ไดเมียวนาเบะชิมา พากันขับไล่หญิงชราโดยบอกว่าเรียวโซจิไม่เคยมาบ้านหลังนี้เนื่องจากว่าเจ้าของบ้านนั้นไม่สบายจึงไม่ได้ต้อนรับแขก หญิงชราพยายามตามหาเรียว โซจิ ลูกชายของนางโดยการสอบถามตามบ้านของเพื่อนบ้านไปยังตามที่ต่างๆแต่ก็ไม่เคยมีใครเห็นเรียวโซจิเลย  นางได้แต่ตามหาและร้องไห้อยู่ตลาดเวลา ขณะที่แม่ของเรียวโซจิกำลังร้องไห้คร่ำครวญถึงลูกชายของตนเองอยู่นั้นแมวของนางซึ่งนางเลี้ยงเอาไว้ชื่อว่าเจ้าโคมะ ได้มีการคาบกระดูกของสิ่งมีชีวิตเอามาวางไว้ตรงบริเวณด้านหน้าของนางซึ่งโครงกระดูกที่แมวคาบมานั้นมีเศษเสื้อของโลจิสติกส์มาด้วยทำให้หญิงชราทราบได้ทันทีว่านี่คือโครงกระดูกของลูกชายของเธอเธอ

จึงได้เดินทางไปเจอตรงบริเวณที่พบโครงกระดูกซึ่งอยู่ใกล้ๆกับบ้านของไดเมียวนาเบะชิมา ทำให้เธอนั้นไปต่อว่าคนงานของบ้านไดเมียวนาเบะชิมาว่าเป็นสาเหตุที่ทำการฆ่าลูกของเธอตายแต่คนงานนั้นก็ขับไล่เธอพร้อมกับด่าทอเธอและปฏิเสธว่าไม่ใช่คนที่ฆ่าเรียวโซจิ หญิงชรานั้นจมอยู่กับความเสียใจความคิดถึงลูกชายทำให้ตลอดระยะเวลาที่เธอมีชีวิตอยู่นั้นเธอมักจะนั่งสาปแช่งครอบครัวของไดเมียวนาเบะชิมาให้กับแมวของเธอฟังอยู่ทุกวันเป็นประจำ

และด้วยความเศร้าโศกเสียใจที่ได้สูญเสียลูกชายไปทำให้หญิงชราตัดสินใจใช้มีดฆ่าตัวเองตายในที่สุดเลือดได้ไหลนองไปทั่วทั้งบริเวณห้อง โคมะแมวที่หญิงชราเลี้ยงเอาไว้ได้พ่อมาดื่มกินเลือดของหญิงชราเข้าไปหลังจากนั้นเจ้าแมว โคมะก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย และนับตั้งแต่โคมะหายตัวไปในทุกๆคืนที่บ้านของ ไดเมียวนาเบะชิมา จะมีแมวเข้าไปอาละวาดหลอกผู้คนและทำลายข้าวของรวมถึงทำร้ายและฆ่าทุกคนที่มาขวางทางมัน

คืนแล้วคืนเล่าที่คนของตระกูลไดเมียวนาเบะชิมาต้องเผชิญกับ ปีศาจแมวที่โหดร้าย และแล้วในคืนหนึ่งโคโมริซามูไรผู้ภักดีของบ้านไดเมียวนาเบะชิมา ก็ได้ต่อสู้กับปีศาจแมว และสามารถปรับมันได้สำเร็จซึ่งเมื่อเห็นหน้ามันแล้วจึงได้รู้ว่ามันคือเจ้าโคมะแมวของหญิงชรานั่นเอง และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาคนของตระกูลบ้านไดเมียวนาเบะชิมาจึงปลอดภัยจากปีศาจแมวนั่นเอง

 

 

สนับสนุนโดย  gclub slot ทดลองเล่น

ศิลปะกับการสัก

ในสังคมไทยมักจะมองว่าคนที่มีรอยสักเยอะๆเป็นคนไม่ดี บางครั้งถึงขนาดตี้ตราคนนั้นไปว่าเป็นคนติดยา ทั้งที่จริงแล้วการมีรอยสักนั้นเป็นเรื่องของความชอบส่วนบุคคล รอยสักก็เหมือนศิลปะงานหนึ่ง ที่คนๆหนึ่งมีความสร้างสรรค์ มีความปรารถนาอยากให้ร่างกายของเขามีความสวยงามด้วยการเติมแต้มรอยสักเข้าไป และหลายๆครั้งที่รอยสักเหล่านั้นก็มักแฝงไปด้วยความหมายเช่นกัน

การสักนั้นมีมาตั้งแต่สมัยกรีก ในสมัยนั้นจะมีการสักเฉพาะทาสและอาชญากร เพื่อเป็นการทำสัญลักษณ์ โดยจะสักที่บริเวณใบหน้า ต่อมาการสักได้เริ่มแพร่ไปในหลายประเทศแถวทวีปยุโรป เมื่อประมาณปีคริสต์ศักราช 787 ได้มีการตีความว่าการสักบนใบหน้าเป็นการลบหลู่ต่อพระผู้เป็นเจ้า

ในประเทศญี่ปุ่น ก็มีการนิยมสักประมาณศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล โดยการสักจะเรียกว่า Irezumi หมายความว่า การเติมหมึก ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 8 ได้มีการสักเพื่อแบ่งแยกคนกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มเพชฌฆาต กลุ่มอาชญากร เป็นต้น ต่อมาได้มีการสักแบบ Horibari แพร่หลายในประเทศญี่ปุ่นเมื่อปีคริสต์ศักราช 1750 การสักแบบ Horibari จะเป็นการสักลวดลายต่างๆตามร่างกาย เป็นที่นิยมในกลุ่มชนชั้นต่ำ ลวดลายต่างๆที่สักส่วนใหญ่มีตั้งแต่ลายเทพเจ้า ลายตามความเชื่อทางศาสนา ลายตามนิทานพื้นฐาน หรือแม้กระทั่งลายจากจิตรกรรมที่มีชื่อเสียง

ส่วนในประเทศไทย การสักนั้นเป็นการสักเลขเพื่อทำเครื่องหมายบนข้อมือ เป็นสัญลักษณ์ของการขึ้นทะเบียนเป็นไพร่หลวง ซึ่งเป็นไพร่มีสังกัดกรมกอง ต่อมาได้ถูกยกเลิกในสมัยรัชกาลที่ 4 ส่วนการสักที่บริเวณหน้าผากหรือท้องแขนจะใช้กับผู้ที่กระทำความผิดต้องโทษจำคุก ซึ่งก็ถูกยกเลิกไปในปีพุทธศักราช 2475 อีกทั้งยังมีการสักยันต์ในหมู่โจร ผู้ร้าย และพระภิกษุ ซึ่งเป็นการสักยันต์ตามความเชื่อที่ว่ายันต์เปรียบเสมือนเครื่องรางของขลัง ป้องกันตนเองแลผู้อื่นจากสิ่งชั่วร้าย ฟันไม่เข้า ยิงไม่เข้า  

วิธีการสัก

โดยปกติแล้วจะมีการวาดลายตามแบบที่ต้องการก่อน หลังจากนั้นจะกำหนดตำแหน่งที่ต้องการสักไว้บนร่างกาย เมื่อได้รอยสักและตำแหน่งที่ดีแล้วจึงจะแทงเข็มลงไปเพื่อให้น้ำหมึกแพร่กระจายไปสู่ผิวหนัง ซึ่งเนื้อเยื่อจะดูดซึมเก็บสะสมน้ำหมึกนั้นไว้ ในปัจจุบันเข็มที่ใช้สำหรับการสักจะเป็นแบบมอเตอร์ สามารถแทงลงไปในชั้นผิวหนังได้ลึกขนาด 0.6-22 มิลลิเมตร

รอยสักที่มีให้เห็นโดยทั่วไปมีทั้งหมด 15 แบบ ดังนี้

1.Tribal tattoo 

2.New wave tribal

3.Old school tattoo

4.New school tattoo

5.Neo-traditional tattoo

6.Minimalist tattoo

7.Dotwork

8.Mandala tattoo

9.Watercolor tattoo

10.Realiistic tattoo

11.Japanese tattoo

12.Thai neo – thai tattoo

13.Bio – Mechineical tattoo

14.Giger tattoo

15.Qoute tattoo

การสักนั้นไม่ต่างอะไรจากการวาดรูป การระบายสี การสักเป็นการแสดงออกถึงความสร้างสรรค์ของช่างสักผู้เปรียบเสมือนศิลปิน การสร้างสรรค์รอยสักเพื่อมาแต่งเติมบนร่างกายย่อมต้องมีการออกแบบ มีการใช้ความคิด ใช้ความสร้างสรรค์ถึงจะทำให้เกิดเป็นผลงานรอยสักสวยๆงามๆหรือมีเสน่ห์น่ามองได้ การสักก็เป็นงานศิลปะอย่างหนึ่งที่มีร่างกายของมนุษย์มีสมุดวาดเขียน และมีเข็มสักเป็นดินสอสี ยิ่งบรรจงวาดและสร้างสรรค์ให้สวยงามเท่าไร ผลงานรอยสักจะยิ่งสวยงามเท่านั้น

 

สนับสนุนโดย  www.ufabet.com เริ่มเดิมพัน

การสร้างสรรค์เบเกอรี่

เบเกอร์รี่ถือเป็นขนมที่ได้รับความนิยมในการทำและในการกินอย่างมาก ทำให้วงการเบเกอร์รี่มีการเจริญเติบโตจากอดีตอย่างมาก และได้เกิดการพัฒนาเบเกอร์รี่ในรูปแบบต่างๆมากมายด้วย ทำให้เบเกอร์รี่ในปัจจุบันมีทั้งรูปแบบที่หลากหลายและรสชาติที่หลากหลายด้วยและเบเกอร์ยังมีการพัฒนาทั้งด้านรสชาติและรวมไปถึงการนำศิลปะต่างๆมาสร้างสรรค์ให้เกิดเบเกอร์ชนิดที่มีหน้าตาและรสชาติใหม่ๆขึ้น และในปัจจุบันคนส่วนใหญ่นิยมรับประทานเบเกอร์ณี่กันมากขึ้นก้ยิ่งทำให้มีการสร้างสรรค์ชิ้นงานผ่านเบเกอร์รี่ต่างๆมากขึ้น เพื่อดึงดูดความสนใจแกผู้ทานนั่นเอง

การใช้เทคนิคสีมาสร้างสรรค์และตกแต่ง ถือว่าเป็นความคิดที่มีความสร้างสรรคือย่างมากไม่ว่าจะเป็นการผสมสี การเล่นสีและการใช้เทคนิคสีต่างๆมาผสามผสานให้เกิดความน่ากินและความน่าสนใจด้วย ซึ่งสีที่ใช้ในการนำมาประกอบนั้นจะเป็นสีที่ไม่มีสิ่งที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย อย่างเช่นการสร้างสรรค์การใช้สีผสมกับตัวแป้งเบเกอรรี่ให้เกิดสีสันต่างๆ เช่นเค๊กเรนโบว์ถือว่าได้รับความสนใจอย่างมากเพราะสีสันที่หน้ากินแถมยังรสชาติอร่อยด้วยหรือการนำสีสั้นต่างมาผสมกับตัวครีมแล้วนำไปสร้างสรรค์ด้วยการปาดบนเบเกอร์รี่ก็ได้ความมินิมอลมากๆ

การใช้ต้นไม้ดอกไม้มาเป็นส่วนผสมและตกแต่งหน้าเบเกอร์รี่ ก็ถือเป็นการสร้างสรรค์โดยการเอาดอกไม้ต้นไม้ขนาดเล็กมาตกแต่งและประดับเพื่อให้เบเกอร์รี่นั้นมีความน่ากินและน่าสนใจมากยิ่งขึ้นและดอกไม้กับต้นไม้ส่วนใหญ่ที่นิยมเอามาตกแต่งบนหน้าบเกอรร์นั้นจะเน้นเป็นดอกไม้และต้นไม้ที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายและเป็นดอกไม้ต้นไม้ที่กินได้ แต่คนจะไม่นิยมกินกันนั่นเองนอกจากนำมาสร้างสรรค์ด้วยการตกแต่งแล้ว ยังมีการนำมาผสมผสานให้เกิดรถชาติที่แปลกใหม่ด้วย อย่างเช่นเค๊ดโรสแมรี่ก็ถือว่าได้รับความนิยมเช่นกัน ตัวเค๊กหรือเบเกอรร์รี่ส่วนใหญ่ที่ได้มีการผสมโรสแมรี่ไปนั้นก็จะมีความหอมของโรสแมรี่อ่อนทำให้รู้สึกดีเมื่อดได้กินนั่นเอง และดอกไม้และต้นไม้โดยส่วนใหญ่ผู้ที่มีการสร้างสรรค์เบเกอร์รี่ในลักษณะนี้นั้นกฌมักจะมีการป,กต้นไม้และดอกไม้เอง เพื่อจะไม่ต้องกังว่าต้นไม้ดอกไม้นั้นมีสารหรือสิ่งปนเปื่อนหรือไม่

การสร้างลวดลายต่างๆบนเบอเกอร์รี่ ซึ่งถือว่าเป็นการนำศิลปะมาใช้ในการตกแต่งและสร้างสรรค์ลงเบเกอร์รี่ได้อย่างสวยงามและน่าสนใจอย่างมาก ทั้งการสร้างลวดลายที่เป็นเส้นจนเป็นรูปร่างค่างๆ อย่างเช่นตัวการ์ตูนก็เป็นการสร้างสรรค์ที่น่ารักมาๆ นอกจากนั้นยังการนำงานปั้นมาสร้างสรรค์และตกแต่งบนเบเกอร์รี่ด้วย โดยงานปั้นที่นำมาตกแต่งนั้นจะทำมาจากน้ำตาลที่ใช้สำหรับทำเบเกอร์รี่ ซึ่งนอกจากจะสวยงามแล้วยังสามารถกินได้ด้วย ถือว่าการนำศิลปะต่างๆมาสร้างสรรค์ในของกินนั้นเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นอย่างมาก

 

 

สนับสนุนโดย   holiday palace สมัคร

 

ตำนานการสร้างปราสาททัชมาฮาล

      ปราสาททัชมาฮาลถือว่าเป็นปราสาทที่มีความสวยงามและยังถูกจัดอันดับให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ 1 ใน 7 ของโลกซึ่งนักท่องเที่ยวหลายๆคนต่างไปฟันที่จะมีโอกาสได้ไปเที่ยวปราสาททัชมาฮาลสักครั้งหนึ่งในชีวิตเนื่องจากว่าที่ปราสาทแห่งนี้มีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับความรักขององค์กษัตริย์ที่มีการสร้างปราสาทนี้ขึ้นมาเพื่อมอบให้กับราชินีซึ่งเป็นที่รักของพระองค์สำหรับประสาททัสมาฮาร์นนี้ถูกสร้างขึ้นที่ประเทศอินเดียอยู่ในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์สวยงามติดอยู่กับริมแม่น้ำ

โดยมีเรื่องเล่าถึงการสร้างปราสาททัชมาฮาลมีว่าในสมัยพระมหากษัตริย์องค์ที่ 5 ซึ่งในขณะนั้นปกครองภายใต้ราชวงศ์โมเลกุลโดยภายใต้การปกครองของกษัตริย์ที่ชื่อว่า ชาห์ญะฮาน ซึ่งมีเรื่องเล่าถึงความรักที่พระองค์นั้นมีต่อพระมเหสีของพระองค์นั้นก็คือ    พระนางมุมตาซ มะฮัล โดยเรื่องเล่านี้เกิดขึ้นเมื่อสมัยที่กษัตริย์ชาห์ญะฮาน  ได้ขึ้นครองราชย์แล้วได้พบรักกับลูกสาวของเสนาบดีผู้หนึ่ง

ซึ่งพระองค์ใช้ระยะเวลาในการคบหาดูใจกับพระมเหสีก่อนที่จะมีการจัดงานอภิเษกสมรสกันนานถึง 5 ปีและหลังจากที่มีการอภิเษกสมรสกับพระองค์ก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขได้มามีลูกทั้งหมดด้วยกัน 13 คนและกำลังท้องลูกคนที่ 14 ซึ่งในวันที่คลอดลูกคนที่ 14 นั้นพระราชินีได้ปวดท้องอย่างรุนแรงและมีอาการตกเลือดหลังจากที่คลอดทารกน้อยออกมาแล้วพระราชินีก็เซ็นประชาชนทำให้พระมหากษัตริย์ชาห์ญะฮาน ทรงเสียพระทัยมากจึงได้มีการทรงสร้างประสาททัชมาฮาลขึ้นมา

โดยหวังว่าจะเป็นที่เก็บพระศพของพระราชินีซึ่งพระองค์ใช้เงินจำนวนมากในการลงทุนสร้างปราสาททัชมาฮาลในครั้งนี้โดยประสาททัชมาฮาลนั้นพระองค์มีการสร้างเป็นสีขาวทั้งหลังและใช้เพชรพลอยมาประดับประสาทหลังจากนั้นก็นำร่างพระราชินีมาประทับไว้ที่ปราสาทแห่งนี้และพระองค์ก็มาเฝ้ามาพูดคุยอยู่กับพระศพของพระราชินีและพระองค์ยังมีวางแผนว่าจะมีการสร้างปราสาทอีกที่หนึ่ง

ซึ่งเป็นประสาทสีดำเลยจะสร้างอยู่ฝั่งตรงข้ามกับปราสาทสีขาวของทัชมาฮาลซึ่งเมื่อลูกชายของพระองค์ทรงทราบเรื่องเข้าจึงได้ก่อการกบฏขึ้นเพื่อยึดครองบัลลังก์หลังจากนั้นก็จะพระองค์นั้นไปตั้งไว้ตรงข้ามกับประสาททัชมาฮาลซึ่งพระองค์ต้องอยู่ที่นั่นนานถึง 8 ปีหลังจากนั้นจึงสิ้นพระชนม์เมื่อชาห์ญะฮาน สิ้นพระชนม์แล้วลูกชายที่ขึ้นครองราชย์แทนก็ได้นำร่างของพระองค์นั้นไปไว้ที่ปราสาททัชมาฮาลเคียงคู่กับพระราชินีและนี่คือตำนานที่เป็นเรื่องเล่าของความรักและเป็นที่มาของการสร้างปราสาททัชมาฮาลนั่นเอง

 

 

สนับสนุนโดย  Ufabet ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ

ซากสงครามและความเจ็บปวด

     ก่อนที่จะบุกโปแลนด์นั้นกองกำลังเยอรมันข้ามผมแดนทางตะวันออกบุกเข้ายึดเช็กโกสโลว่าเกีย ต่อมากองกำลังเยอรมันบุกยึดเมืองท่าเมเมลของลิทัวเนียบนชายฝั่งทะเลบอลติกและเรียกร้องหยุดของโปแลนด์และดานชิก เมื่อมีการรุกรานของอธิปไตยในประเทศต่างๆในยุโรป อังกฤษและฝรั่งเศสเห็นความจำเป็นต้องชักชวนละเสียเค้าเป็นพวกเพื่อการถ่วงดุลอำนาจทางยุโรปแต่ทางด้านเยอรมันนีเกรงว่าจะถูกโจมตีทั้งสองด้านเพราะเยอรมันนีอยู่ระหว่างรัสเซียและฝรั่งเศสเยอรมนีถึงรีบดำเนินการทางการทูตกับรัสเซียตัดหน้าอังกฤษและฝรั่งเศสเป็นผลให้เยอรมนีรัสเซียร่วมลงนามในข้อตกลงไม่ลูกหลานกันขนาพันธมิตรรุกรานประเทศอื่น

      ต่อมาในวันที่ 1 กันยายนค.ศ. 1939 กองกำลังเยอรมันข้ามผมแดนตะวันออกบุกโจมตีรุกรานดินแดนทางด้านตะวันตกของโปแลนด์อย่างรวดเร็วถือเป็นการเริ่มสงครามโลกครั้งที่สอง จังหวัดกาญจนบุรีซึ่งตั้งอยู่ในแนวยุทธศาสตร์จึงได้รับผลกระทบจากสงครามในครั้งนั้นและทำให้สถานที่หลายแห่งกลายเป็นสถานที่แห่งประวัติศาสตร์ทางการรบ ซึ่งแม้ในปัจจุบันก็ยังคงหลงเหลือร่องรอยและกลิ่นอายแห่งสงครามให้เห็นอยู่โดยเฉพาะพิพิธภัณฑ์สงครามอักษะและเชลยศึก ที่จัดตั้งขึ้นโดยเจ้าคุณพระเทพปัญญาสุธีเจ้าอาวาสวัดไชยชุมพลชนะสงครามและเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี หากใครเคยมีโอกาสได้เข้าไปเยี่ยมชมและศึกษาจะสัมผัสได้ถึงความรุนแรงและความโหดร้ายจากพิษภัยของสงครามได้เป็นอย่างดีภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดการแสดงสามส่วน ประกอบด้วย 

      ส่วนที่ 1 อาคารจำลองที่พักเชลยศึกในการระหว่างการสร้างทางรถไฟ  เป็นอาคารไม้ไผ่หลังคามุงจากฝาขัดแตะด้วยไม้รวกด้านไหนยกพื้นขึ้นฝ้าด้วยฟากไม้ไผ่ 

      ส่วนที่ 2 ภาพถ่ายและภาพเขียนแสดงถึงชีวิตความเป็นอยู่ของเชลยสึกในการสร้างทางรถไฟโดยเป็นภาพเหตุการณ์สร้างทางรถไฟที่ถ่ายไว้ในโดยคุณบุญผ่อง Siri เวชภัณฑ์และช่วยสึกในสมัยนั้นส่วนภาพเขียนเป็นภาพที่เขียนโดยเชลยศึกจากเหตุการณ์จริงแต่นำมาเขียนใหม่

      ส่วนที่ 3 เครื่องใช้ไม้สอยของช่วยสึกที่นำมาและอาหารและผลไม้กับคนไทยเมื่อขาดแคนได้รับมอบจากผู้มีจิตศรัทธานอกนั้นยังมีอาวุธปืนระเบิดและอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ เช่น หมวก รองเท้า ช้อนส้อม มีด หากใครสนใจต้องการเดินทางไปเยี่ยมชมอนุสรณ์แห่งความทรงจำอันแสนเจ็บปวดนี้เชื่อว่าการเดินทางเข้าไปภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นับตั้งแต่เอาแรกคงจะทำให้หลายท่านได้รับความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายได้เมื่อได้สัมผัสกับริ้วรอยความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของโลกที่ถูกเก็บรวมไว้ในสถานที่แห่งนี้

 

 

ขอขอบคุณ  UFABET เว็บตรง  ที่ให้การสนับสนุน

ความเชื่อที่คนโบราณมักจะเชื่อกัน

 

   อย่าเหยียบธรณีประตู คนโบราณได้กล่าวไว้ว่าเวลาไปวัดหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆถ้าเห็นธรณีประตูให้เดินข้ามอยากให้เท้าโดนเด็ดขาด เพราะเชื่อกันว่าถ้าเกิดว่าเหยียบธรณีประตูจะทำให้ตัวเองถูกโบยหรือถูกทำร้ายจากผู้อื่นจนบาดเจ็บสาหัสและถูกรุมกระทืบเหมือนกับถูกเหยียบเหมือนกับที่เราเคยเหยียบธรณีประตู แต่ความเชื่อนี้ก็มีเหตุผลที่ผู้หลักผู้ใหญ่ได้กล่าวกับเราไว้เหตุผลก็คือผู้หลักผู้ใหญ่ต้องการให้เรามีสติเวลาเข้าวัดต้องสำรวม

ถ้าเกิดว่าไม่มีธรณีประตูบ้างที่เด็กๆก็จะวิ่งเล่นกันวิ่งไปวิ่งมาไม่สำรวมเวลาอยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ดังนั้นทางวัดจึงได้ทำการสร้างธรณีประตูขึ้นมาและสร้างความเชื่อนี้ขึ้นมาเพื่อที่เด็กๆจะได้กลัวและไม่กล้าวิ่งเล่นในวัดเพราะว่าจะเผลอนำเท้าไปโดนธรณีประตูดังนั้นที่วัดจึงเรียกได้ว่าเป็นที่เช่าไปแล้วจะต้องสำรวมมากที่สุดค่ะ คนที่กำลังตั้งครรภ์ห้ามไปดูสาวคนอื่นคลอดลูก 

คนโบราณมีความเชื่ออยู่ว่าถ้ามีหญิงที่ตั้งครรภ์กำลังจะคลอดลูกและคนที่ไปอยู่ในห้องนั้นด้วยเป็นหญิงตั้งครรภ์หญิงตั้งครรภ์ที่กำลังจะคลอดนั้นก็ไม่สามารถที่จะคลอดลูกได้ถึงแม้ว่าจะถึงเวลาที่คนจะคลอดลูกได้แล้วแต่ก็จะไม่สามารถแบ่งลูกออกได้เชื่อกันว่าเป็นเพราะว่ามีหญิงสาวที่ตั้งครรภ์คนอื่นอยู่แถวๆนั้นด้วยดังนั้นจึงไม่สามารถที่จะทำการแบ่งลูก แต่ถ้าถามถึงเหตุผลที่แท้จริงที่แท้จริงที่ผู้ใหญ่บอกกับเราอย่างนั้น

ก็เพราะว่ากลัวว่าถ้าเกิดว่าคนที่ท้องหรือตั้งครรภ์อยู่นั้นไปเห็นภาพตอนที่คนที่ท้องอีกคนกำลังเบ่งลูกจะทำให้กลัวและไม่กล้าที่จะคลอดลูกและอาจจะขวัญเสียได้จำนวนคนโบราณจึงสร้างความเชื่อนี้ขึ้นมาเพื่อให้คนที่กำลังตั้งครรภ์ไม่ไปดูการคลอดลูกของผู้หญิงอีกคนจะได้ไม่ควรเสียและไม่กล้าคลอดลูกนั่นเองค่ะ และนอกจากนั้นผู้หญิงที่ท้องนั้นก็ยังตั้งครรภ์อยู่การเดินทางในแต่ละครั้งเรียกได้ว่าลำบากมากดังนั้นความเชื่อนี้

จึงสร้างไว้เพื่อไม่ให้คนท้องไปดูผู้หญิงอีกคนคลอดลูกและนอกจากนั้นยังทำเพื่อไม่ให้ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ต้องเดินทางให้ลำบากค่ะ และนอกจากนั้นในการเดินทางไปในแต่ละที่นั้นเรียกได้ว่าบางทีก็ไกลมากและถึงแม้ที่ที่จะไปนั้นจะอยู่ไม่ไกลจากตัวบ้านมากนักแต่คนที่กำลังท้องกำลังไซ้นั้นจะต้องนอนพักผ่อนเยอะเยอะเพื่อที่เวลาที่คลอดลูกนั้นจะได้มีแรงเบ่งเยอะเยอะและถ้าแม่เด็กสุขภาพแข้งแรงเด็กในท้องก็ต้องออกมาแข็งแรงเหมือนแม่อย่างแน่นอน

 

 

สนับสนุนโดย  ดูบอล

กฎเหล็กที่คนโบราณห้ามมาตั้งแต่เด็ก

ถ้าพูดถึงความเชื่อทุกคนก็ต้องมีความเชื่อส่วนบุคคลการทำงานโดยเฉพาะคนในยุคสมัยก่อนจะมีความเชื่อมากมายเพื่อตักเตือนเด็กหลายๆคนวันนี้เราจะมาเล่าถึงความเชื่อต่างๆที่คนโบราณเชื่อกันและนอกจากนั้นวันนี้เราจะมาเล่าถึงเหตุผลว่าทำไมคนโบราณจึงได้ตักเตือนเราไว้แบบนั้นค่ะและวันนี้เราจะมาดูกันเลยค่ะ

1.ห้ามนำควายหรือวัวเข้าไปในวัดหรือบริเวณวัด  คนโบราณว่ากันไว้ว่าถ้าเกิดว่าใครนำวัวหรือควายเข้าไปอยู่ในวัดหรืออยู่ใกล้ๆของบริเวณวัดนั้นจะทำให้คนที่เลี้ยงวัวนั้นหรือควายนั้นตายไปแล้วจะกลายเป็นเปรตมีบาปติดตัวและวิญญาณจะไม่ไปผุดไปเกิดจะทำให้กลายเป็นเปรตคอยเฝ้าอยู่บริเวณวัดทุกวัน นอกจากนั้นชาโบราณยังบอกว่าอีกว่าแม้จะเป็นเพียงใบไม้จากต้นไม้ในวัดก็ไม่สามารถที่จะนำออกไปได้เนื่องจากของทุกอย่างในวัดนั้นเป็นของที่ศักดิ์สิทธิ์มากแล้วว่าจะเป็นดินดอกไม้หรือใบไม้ก็เป็นของศักดิ์สิทธิ์ทั้งนั้นดังนั้นควรจะไม่นำออกไปจากที่ควรจะวางไว้เป็นแบบนั้นตลอดไปดังนั้นของที่ศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ควรจะอยู่ใกล้ๆกับพวกวัวหรือควายถึงแม้ว่าผู้กองหรือควายนั้น

จะไม่ได้เป็นสิ่งอัปมงคลแต่ก็ไม่ควรนำเข้ามาในวัดเพราะในวัดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่จะมีแค่คนเท่านั้นที่สามารถเข้ามาได้จำนวนคนโบราณถึงได้ห้ามกันเอาไว้  ซึ่งถ้าถามถึงเหตุผลว่าทำไมคนโบราณถึงไม่ให้นำหรือควายเข้าไปในบริเวณวัดหรือเข้าไปในตัววัดนั้นเหตุผลที่แท้รักจริงเลยก็คือจากวัดมีลักษณะที่ตัวใหญ่ดังนั้นถ้ามันเกี่ยวอะไรเข้านิดเดียวของก็จะสามารถทำได้

ดังนั้นจึงไม่สามารถที่จะให้วัวหรือควายหรือแม้แต่สัตว์สามารถเข้าไปในวัดได้และนอกจากนั้นที่ของควายหรือวัวหรือแม้แต่สัตว์ทุกตัวก็ยังมีกลิ่นเหม็นที่จะส่งผลไปรบกวนผู้ที่มาปฏิบัติธรรมที่วัดดังนั้นจึงไม่ควรที่จะนำวัวหรือควายเข้าไปหรือจะนำสิ่งของออกไปก็ไม่ควรเพราะจะเป็นบาปหนักแต่สมมุติว่าถ้าเกิดว่าที่วัดมีหญ้าเยอะมากขึ้นรกหนาเราก็สามารถที่จะขอพระเจ้าอาวาสหรือเณรที่นั่นถ้าเกิดว่าท่านอนุญาตก็สามารถที่จะตัดหญ้าหรือนำสิ่งของไปให้ควายหรือนำไปใช้ได้นั่นเองค่ะแต่ถ้าให้ดีเลยไม่ควรที่จะนำสัตว์เลี้ยงอะไรก็แล้วแต่เข้าไปไว้ในวัดหรือบริเวณวัดค่ะ 

2.ห้ามล้างมือในอ่างเดียวกัน  คนโบราณมีความเชื่ออยู่ว่ามีคนสองคนล้างมือในอ่างเดียวกันแล้วมือเดินไปถูกกันเข้าว่ากันว่ามิตรภาพของทั้งสองคนที่เคยมีกันมาจะมา LINE หายไปแล้วทั้งสองคนจะกลายเป็นศัตรูกันค่ะ ซึ่งก็หมายถึงว่าสมมุติว่าเรากำลังล้างมืออยู่และมีอีกคนที่ต้องการจะล้างมืออยู่พอดีแต่อีกคนก็จำเป็นที่จะต้องรอนะคะเพราะถ้าเกิดว่าเราล้างมือในอ่างเดียวกัน

เนื่องจากจะเป็นการแย่งน้ำกันใช้แล้วเมื่อโดนกันคนโบราณเชื่อกันว่าจะทำให้มิตรภาพและความรักใคร่ปรองดองที่เคยมีด้วยกันแค่สะสมมาตลอดเวลาจะหายไปทันทีความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องดีๆจะหายไปและหลังจากนั้นเรื่องร้ายๆก็จะผุดขึ้นมาในหัวของเราดังนั้นคนโบราณจึงได้สร้างความเชื่อนี้ขึ้นมาซึ่งว่ากันว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีเหตุผลใดแอบแฝงอยู่เลยแต่เป็นมาจากความเชื่อของคนโบราณมารับตั้งนานแล้วล้วนๆ 

และนี่ก็คือกฎเหล็กที่คนโบราณเชื่อกันเป็นอย่างมากใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะคะ 

 

 

 

สนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์ไม่ต้องโหลด

เหยื่อลูกตำรวจคุณตาวัย 92 ปีเสียชีวิตแล้วหลังที่ถูกผักล้มลงหัวฟาดพื้น

         หากยังจำเหตุการณ์กันได้ก่อนหน้านี้มีข่าวเกิดขึ้นเมื่อประมาณวันที่ 15 เดือนเมษายนปีพศ 2563 ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นมีภาพเผยแพร่จากกล้องวงจรปิดออกมาเกี่ยวกับเรื่องของคุณตาวัย 92 ปีคนหนึ่งซึ่งมาซื้อของที่ตลาดโดยขับรถมาคนเดียวในระหว่างที่มีการซื้อของเสร็จแล้วคุณตากำลังถอยรถเพื่อเดินทางกลับไปบ้านพักปรากฏว่ามีรถกระบะคันหนึ่งจอดขวางทางคนตาไว้ทำให้คุณตาถอยรถค่อนข้างลำบากซึ่งในคลิปจะเห็นได้ว่ารถตาถอยไปกระแทกโดนคอนโซลหน้ารถของชายวัยรุ่นคนหนึ่งจนเป็นเหตุให้ชายวัยรุ่นคนดังกล่าว

ลงมาพูดคุยเจรจาตกลงกับคุณตาและก็มีเหตุการณ์ที่ชายคนนั้นทำการพักหน้าคุณตา 1 ครั้งส่งผลให้คุณตาล้มลงหัวกระแทกพื้นจนเลือดออกเต็มถนนแต่ชายวัยรุ่นคนดังกล่าวกับเลือกที่จะขับรถหนีจากไปโดยไม่พาคุณตาส่งโรงพยาบาลจนต้องให้ชาวบ้านแถวนั้นมาช่วยพาคุณตาวัย 92 ปีส่งโรงพยาบาลซึ่งสังกัดเรื่องดังกล่าวเผยแพร่ออกมาเป็นข่าวใหญ่โตแล้วก็เงียบหายไปโดยวันนี้มีการรายงานข่าวอัพเดทเข้ามาว่าคุณตาวัย 9-12 ปี

ที่ประสบอุบัติเหตุโดนผลักล้มหัวฟาดพื้นนั้นปัจจุบันเสียชีวิตเรียบร้อยแล้วตื่นตั้งแต่คุณตาเข้าโรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 15 เดือนเมษายนจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เคยได้ออกจากโรงพยาบาลเลยเพราะต้องผ่าตัดสมองและอยู่ในห้อง ICU ตลอดจนวันนี้ทางโรงพยาบาลได้แจ้งว่าคุณตาวัย 92 ปีที่ชื่อว่านายบัญชา ดิษฐาพรได้เสียชีวิตลงอย่างสงบโดยญาตินำไปบำเพ็ญกุศลที่วัดเรียบร้อยแล้ว

ซึ่งจากข่าวนี้ทำให้มีการสืบต่อกันว่าวัยรุ่นที่ก่อเหตุดังกล่าวชื่อว่านาย นันท์มนัสซึ่งเขามีอายุ 28 ปีโดยมีรายงานข่าวแจ้งเข้ามาว่าเขาเป็นลูกชายของตำรวจคนหนึ่งในพื้นที่เมื่อเจ้าหน้าที่ติดตามข่าวพบว่าในขณะนี้ตัวนายนันท์มนัสเองนั้นถูกจับกุมตัวเข้าเดินทางเรียบร้อยแล้วหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปแจ้งแก่นายมนัสว่าคุณตาวัย 92 ปีที่ถูกนายนายมนัสผักจนล้มนั้นเสียชีวิตซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ญาติของคุณตาวัย 92 ปีจะมีการติดต่อแจ้งเรื่องให้ทางเจ้าหน้าที่เอาเรื่องให้ถึงที่สุดเพราะเป็นสาเหตุทำให้คุณตาเสียชีวิตในเวลาต่อมา 

 

           เหตุการณ์ในครั้งนี้คงไม่รุนแรงเป็นข่าวใหญ่โตถ้าหากว่านายนันท์มนัสไม่อารมณ์รุนแรงต่อเรื่องพระคุณตาวัย 92 ปีซึ่งเราต่างก็รู้กันดีว่าการที่คุณตาถอยรถมาชนนายนายนันท์มนัสคุณตาเองก็มีส่วนผิดแต่ตัวนายมนัสเองนั้นผิดมากกว่าเพราะถ้าดูจากในคลิปจะเห็นว่าคุณตากำลังถอยรถซึ่งจริงๆแล้วนายนันท์มนัสควรจะมีการถอยหลังเพื่อให้คุณตาได้ถอยรถได้สะดวกแต่เขากลับไม่ถอยและเมื่อคุณตาขับรถไปชนก็ควรจะมีการพูดคุยกันด้วยดีว่าอย่างไรเสีย

หลังจากที่เห็นอยู่แล้วว่าคุณตาอายุมากแล้วก็น่าจะพูดคุยกันดีๆหรือตกลงกันได้แต่กลับใช้อารมณ์รุนแรงผลักหน้าอกเป็นตาจนเป็นเหตุให้คุณตาล้มลงอีกทั้งยังขับรถหนีไปหลังจากที่ทำบุญอารมณ์จึงทำให้กระแสในโลกโซเชียลร้อนแรงจากการกระทำในครั้งนี้และส่งผลให้คุณตาเสียชีวิตจากเหตุการณ์อารมณ์ร้อนของเขาเอง

 

สนับสนุนโดย  Holiday Palace

 

ประวัติอิทธิฤทธิ์ความศักดิ์สิทธ์ของหลวงพ่อโสธร

        เชื่อว่าในตอนนี้คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักหลวงพ่อโสธร  หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกคนไม่ใช่เฉพาะคนในจังหวัดฉะเชิงเทราเท่านั้นที่ให้ความเคารพนับถือ ในทุกทุกวันจะมีผู้คนจากทั่วทุกสารทิศพากันเดินทางมากราบไหว้ขอพร และบางคนก็จะมาบนกับหลวงพ่อให้ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ยิ่งในวันหยุดเสาร์และวันอาทิตย์ หรือแม้แต่วันหยุดนักขัตฤกษ์นั้นจะมีคนเดินทางมากราบไหว้หลวงพ่อโสธรกันอย่างคับคั่ง จนแทบจะไม่มีที่เดินเลย เนื่องจากทุกคนที่เดินทางมากราบไหว้หลวงพ่อโสธรต่างก็เชื่อมันและศัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ขององค์ท่าน

เนื่องจากหลวงพ่อโสธรเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ ที่มีประวัติมาตั้งแต่ก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยาเสียอีก และยิ่งมีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ต่อต่อกันมาผู้คนก็ยิ่งให้เคารพนับถือ และถึงแม้ในปัจจุบันเองก็ตามหากใครมีปัญหาที่อยากให้หลวงพ่อโสธรช่วยเหลือก็มักจะพากันมาบน และเมื่อสมหวังแล้วก็จะแก้บนด้วยไข่ต้มหรือให้นางรำที่มีอยู่ตรงด้านหน้าศาลาของหลวงพ่อโสธร ทำการรำถวายแก้บน และทุกครั้งที่มีชาวบ้านมาขอพึ่งบุญบารมีให้หลวงพ่อโสธร ช่วยก็มักจะสมหวังทุกรายไป จนหลวงพ่อโสธรเป็นที่กล่าวขานถึงความศักดิ์สิทธิ์มาจนถึงปัจจุบัน

               สำหรับประวัติความศักดิ์สิทธิ์ของ หลวงพ่อโสธร นั้นมีมากมายนัก เริ่มตั้งแต่ตอนที่หลวงพ่อโสธรลอยตามน้ำมากับแม่น้ำเจ้าพระยา และเมื่อลอยเลยผ่านแม่น้ำบางปะกงไปแล้ว  พระพุทธรูปหลวงพ่อโสธรก็ยังสามารถลอยวนทวนน้ำมายังแม่น้ำบางปะกงและมาหยุดลงตรงที่หน้าวัดเสาธงทอนได้ ทั้งที่มีวัดมากมายหลายที่ที่หลวงพ่อโสธรท่านได้ลอยผ่านมาและมีหลายครั้งที่ชาวบ้านได้เห็นพระพุทธรูปหลวงพ่อโสธรลอยอยู่ในน้ำแล้วอยากจะอัญเชิญท่านขึ้นมาบนฝั่ง

แต่ก็เหมือนมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำให้ไม่สามารถนำท่านขั้นมาบนฝั่งได้ และเมื่อได้มาประดิษฐานอยู่ในโบสถ์ของวัดเสาธงทอนแล้ว หลวงพ่อโสธรก็ยังมีการแสดงปาฏิหาริย์อีกหลายครั้งให้ชาวบ้านได้เห็น ไม่ว่าจะเป็นเสียงสวดมนต์ในโบสถ์ที่มีหลวงพ่อโสธรประดิษฐานอยู่แต่มาดูแล้วไม่พบว่ามีคนอยู่ในโบสถ์มีเสียงสวดมนต์เท่านั้น หรือแม้แต่การท่านแปลงกายเป็นพระภิกษุสงฆ์ที่ชราภาพมายืนอยู่หน้าโบสถ์เมื่อมีคนเดินมาเห็นท่านก็เดินผ่านเข้าไปในโบสถ์แล้วหายเข้าไปในพระพุทธหลวงพ่อโสธร หรือยังมีความศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับการที่มีชาวบ้านป่วยด้วยโรคระบาดแล้วมาขอให้ท่านช่วยหลังจากกินน้ำมัน + ขี้ธูปและดอกไม้แห้งที่นำมาไหว้ท่านเอาไปต้มกินและอาบก็หายจากโรคระบาด ยังมีปาฏิหาริย์อีกมากที่ยังคงเป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

 

สนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์ฝากขั้นต่ำ 100