ประวัติอิทธิฤทธิ์ความศักดิ์สิทธ์ของหลวงพ่อโสธร

        เชื่อว่าในตอนนี้คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักหลวงพ่อโสธร  หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกคนไม่ใช่เฉพาะคนในจังหวัดฉะเชิงเทราเท่านั้นที่ให้ความเคารพนับถือ ในทุกทุกวันจะมีผู้คนจากทั่วทุกสารทิศพากันเดินทางมากราบไหว้ขอพร และบางคนก็จะมาบนกับหลวงพ่อให้ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ยิ่งในวันหยุดเสาร์และวันอาทิตย์ หรือแม้แต่วันหยุดนักขัตฤกษ์นั้นจะมีคนเดินทางมากราบไหว้หลวงพ่อโสธรกันอย่างคับคั่ง จนแทบจะไม่มีที่เดินเลย เนื่องจากทุกคนที่เดินทางมากราบไหว้หลวงพ่อโสธรต่างก็เชื่อมันและศัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ขององค์ท่าน

เนื่องจากหลวงพ่อโสธรเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ ที่มีประวัติมาตั้งแต่ก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยาเสียอีก และยิ่งมีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ต่อต่อกันมาผู้คนก็ยิ่งให้เคารพนับถือ และถึงแม้ในปัจจุบันเองก็ตามหากใครมีปัญหาที่อยากให้หลวงพ่อโสธรช่วยเหลือก็มักจะพากันมาบน และเมื่อสมหวังแล้วก็จะแก้บนด้วยไข่ต้มหรือให้นางรำที่มีอยู่ตรงด้านหน้าศาลาของหลวงพ่อโสธร ทำการรำถวายแก้บน และทุกครั้งที่มีชาวบ้านมาขอพึ่งบุญบารมีให้หลวงพ่อโสธร ช่วยก็มักจะสมหวังทุกรายไป จนหลวงพ่อโสธรเป็นที่กล่าวขานถึงความศักดิ์สิทธิ์มาจนถึงปัจจุบัน

               สำหรับประวัติความศักดิ์สิทธิ์ของ หลวงพ่อโสธร นั้นมีมากมายนัก เริ่มตั้งแต่ตอนที่หลวงพ่อโสธรลอยตามน้ำมากับแม่น้ำเจ้าพระยา และเมื่อลอยเลยผ่านแม่น้ำบางปะกงไปแล้ว  พระพุทธรูปหลวงพ่อโสธรก็ยังสามารถลอยวนทวนน้ำมายังแม่น้ำบางปะกงและมาหยุดลงตรงที่หน้าวัดเสาธงทอนได้ ทั้งที่มีวัดมากมายหลายที่ที่หลวงพ่อโสธรท่านได้ลอยผ่านมาและมีหลายครั้งที่ชาวบ้านได้เห็นพระพุทธรูปหลวงพ่อโสธรลอยอยู่ในน้ำแล้วอยากจะอัญเชิญท่านขึ้นมาบนฝั่ง

แต่ก็เหมือนมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำให้ไม่สามารถนำท่านขั้นมาบนฝั่งได้ และเมื่อได้มาประดิษฐานอยู่ในโบสถ์ของวัดเสาธงทอนแล้ว หลวงพ่อโสธรก็ยังมีการแสดงปาฏิหาริย์อีกหลายครั้งให้ชาวบ้านได้เห็น ไม่ว่าจะเป็นเสียงสวดมนต์ในโบสถ์ที่มีหลวงพ่อโสธรประดิษฐานอยู่แต่มาดูแล้วไม่พบว่ามีคนอยู่ในโบสถ์มีเสียงสวดมนต์เท่านั้น หรือแม้แต่การท่านแปลงกายเป็นพระภิกษุสงฆ์ที่ชราภาพมายืนอยู่หน้าโบสถ์เมื่อมีคนเดินมาเห็นท่านก็เดินผ่านเข้าไปในโบสถ์แล้วหายเข้าไปในพระพุทธหลวงพ่อโสธร หรือยังมีความศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับการที่มีชาวบ้านป่วยด้วยโรคระบาดแล้วมาขอให้ท่านช่วยหลังจากกินน้ำมัน + ขี้ธูปและดอกไม้แห้งที่นำมาไหว้ท่านเอาไปต้มกินและอาบก็หายจากโรคระบาด ยังมีปาฏิหาริย์อีกมากที่ยังคงเป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

 

สนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์ฝากขั้นต่ำ 100

 

ประวัติเขาพระวิหาร

หมุ่บ้านสุดท้ายของประเทศไทยที่ตั้งอยู่ติดชายแดนบริเวณทางขึ้นเขาพระวิหาร

คือ บ้านภูมิชรอก ตำบนเสาธงไชยอําเภอกันทรลักษ์จังหวัดศรีสะเกษ คำว่าภูมิแปลว่าบ้าน ชรอกแปลว่าต้นสน ระยะทาง11กิโลเมตรจะถึงบริเวณหน้าผาสูงชันที่เรียกว่าผามออีแดงซึ่งมีประวัติความเป็นมาว่ามีผู้หญิงสาวคนหนึ่งชื่อเล่นว่าแดงมีอาชีพเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนวัดกลางในจังหวัดศรีสะเกษเป็นหลานสาวของนายแพทย์คนหนึ่งที่เป็นผู้อำนวยการโรงบาลจังหวัดศรีสะเกษในปีพุทธศักราช2504ครูแดงพร้อมคณะจำนวน30คนขึ้นไปเที่ยวชมปราสาทเขาพระวิหารรถได้รับอุบัติเหตุรถพลิกคว่ําครูแดงกระโดดลงรถถูกรถทับครูแดงเสียชีวิตคนเดียวตั้งแต่ครูแดงเสียชีวิต

เคยมาปรากฏกายให้เจ้าหน้าที่เห็นจึงได้ทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้จากนั้นก็เลยได้เรียกผานี้ว่า ผามออีแดง ซึ่งเดิมเลยเรียกว่า ผามอ45 ผาคือหน้าผาอันสูงชัน มอก็คือหน้าผาที่มีความสูงถึง45องศาปราสาทเขาพระวิหารมีเนื้อที่ประมาณ150ไร้ตั้งอยู่บนเทือกเขาพนมดงรัก เขมรเรียกว่าพนมดองแร็ก แปลว่า ไม้คาน ที่เขาเรียกว่า ภูเขาไม้คานเพราะเขาลูกนี้จะคดโค้งมีลักษณะเหมือนไม้คานมีความยาวตั้งแต่จังหวัดอุบลราชธานีจนถึงจังหวัดนครราชสีมากั้นพนมแดนระหว่าง ประเทศไทย และ ประเทศกัมพูชา

 

ประสาทเขาพระวิหารถูกสร้างขึ้นปีพุทธศักราช1436

ซึ่งได้ตรงกับรัฐสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 1 ที่เป็นกษัตริย์ขอมนับตั้งแต่วันสร้างจนมาถึงปัจจุบันจึงมาอายุถึง1120ปีในการก่อสร้างปราสาทเขาพระวิหารนั้นได้มีความเชื่อว่าหากวงค์ตระกูลใด หรือ รัฐสมัยใดได้สร้างปราสาทเขาพระวิหารได้สำเร็จจึงเป็นการสาปแช่งวงค์ตระกูลนั้นๆจึงทำให้ในปัจจุบันปราสาทเขาพระวิหารก็ยังไม่สามารถสร้างได้เสร็จในการสร้างในสมัยนั้นเพื่อนำไปใช้ในประกอบพิธีทางศาสนาศาสนาฮินพระพิเศวรกายที่ได้นับถือเทพพระศวะเป็นเทพสูงสุด

 

โดยมีศิวลึงค์เป็นสัญลักษณ์สำหรับศิวลึงค์ที่ได้อยู่ด้านบนปราสาทเขาพระวิหารนั้นในปัจจุบันแล้วมันอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศษปราสาทเขาพระวิหารถือว่าเป็นร่องรอยความเจริญรุ่งเรืองและวิถีชีวิตในผู้คนในอดีตและยังได้สะท้อนถึงความสำคัญของปราสาทที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจและสร้างความสัมผัสไกลล้ชิดระหว่างผู้คนในชุมชนโบราณในแถบนี้มาตั้งแต่บรรพกาล ซึ่งหลายคนอาจจะบ่งบอกว่าเป็นเรื่องราวใหญ่โตเกี่ยวกับการยึดแต่เรานั้นมองว่าสิ่งสำคัญคือประวัติศาสตร์ที่มีร่องรอยโบราณสถานมากกว่า แต่นั้นก็เพราะเป็นเรื่องที่ทำให้ลูกหลานของเราได้รู้จักที่มาที่ไปโดยร่องรอยเหล่านั้นแหละ

วันเข้าพรรษา

ประเพณีเข้าพรรษานั้นก็คือ

เป็นประเพณีของชาวพุทธที่ว่าการจำพรรษาอยู่ที่วัดเป็นเวลาสามเดือนตามที่พระธรรมวินัยได้บัญญัติไว้โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่นหรืออาจพูดจะเป็นภาษาทั่วไปว่าการจำพรรษานั่นเอง  พรรษานั้นได้แปลว่าฤดูฝน จำ แปลว่าพักอยู่พิธีเข้าพรรษานั้นเป็นพิธีของพระสงฆ์โดยทั่วไป และไม่สามารถที่จะละเว้นแม้แต่ว่าจะกรณีใดก็ตาม ซึ่งการเข้าพรรษานั้นจะนับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี หรือว่า เดือน 8 หลัง 8 สองหน จะจะเสร็จสิ้นทุก 15 ค่ำเดือน 11 หรือว่าวันออกพรรษา

ส่วนชาวบ้านนั้นก็ไปทำบุญด้วยกันทั้งหมดสามวันอันนี้ก็แล้วแต่ละวัด

ในการที่ทำบุญเพราะว่าบางวัดนั้นก็จะทำบุญแค่สองวัน ส่วนชาวบ้านนั้นจะไปทำบุญนั้นก็เตรียมข้าวสุข แกง และขนมเพื่อที่จะเอาเอาไปถวายพระสงฆ์และที่เรานั้นไปถวายนั้นแล้วแต่ละบุคลเพราะว่าแต่ละคนนั้นจะไม่เหมือนกันเพราะว่าแต่ละครอบครัวนั้นจะทำกับข้าวไปไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นขนมหรือว่าอาหารคาวหวานและในช่วงที่เข้าพรรษานั้นจะมีการถวายผ้าอาบน้ำฝน 

และก็ถวายเทียนเข้าพรรษาแต่ด้วยว่าการที่ถวายเทียนนั้นไม่ค่อยได้ใช้เลยเปลี่ยนจากการที่ถวายเทียนนั้นเปลี่ยนมาเป็นการถวายหลอดไฟกันจะส่วนใหญ่เราะว่าเดี่ยวนี้นั้นเราใช้แต่ไฟฟ้าไม่ค่อยมีการใช้เทียนเหมือนเมื่อก่อนในปัจจุบันเราเลยเปลี่ยนจากเทียนมาเป็นหลอดไฟแทน แต่ว่าการถวายเทียนนั้นก็ยังมีการนำมาใช้อยู่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเทียนเพราะว่าบางวัดนั้นก็ทำเทียนหล่อเอง

แบบประมาณว่าไม่ต้องไปซื้อเทียนมาเพียงแค่เรานั้นใส่ปัจจัยลงในตู้ในการที่เรานั้นถวายแทนที่เรานั้นซื้อมาจากข้างนอก เพราะว่าบางวัดนั้นจะได้น้ำเงินจากที่เรานั้นเอาปัจจัยที่เรานั้นไปหล่อเทียนนั้นมาทำการสร้างหรือว่าต่อเติมในวัดที่วัดนั้นต้องการพัฒนาวัด ซึ่งในแต่ละวัดหรือว่าแต่หมู่บ้านนั้นจะไม่เหมือนกันเพราะเหมือนว่าแต่ละพื้นที่นั้นจะรู้กันอย่างตามต่างจังหวัดนั้นจะเป็นวัดที่เหมือนวัดป่าที่พระสงฆ์นั้นเป็นการปฏิบัติธรรม อย่างเคร่งคัด

 

ในการที่พระสงฆ์นั้นจะศึกษาพระธรรมและในการที่ผู้ชายที่ครบอายุ 20 ปีนั้น

จะบวชกันในช่วงที่จะเข้าพรรษาเพราะว่าการที่บวชนั้นจะได้ครบพรรษาคือสามเดือน   และนอกจากนี้รัฐบาลยังได้ออกกฎหมายว่าเป็นวันงดเหล้าเข้าพรรษา เพื่อที่ให้คนไทยที่กินเหล้านั้นงดเหล้าและพักตับบ้างเพื่อให้ตับนั้นได้พักในการทำงานอย่างหนัก จึงทำให้ช่วงที่มีการงดเหล้าเข้าพรรษานั้นไม่ค่อยมีร้านอาหารนั้นเปิดขายจำหน่ายเหล้า เบียร์ อีกด้วย ในช่วงเข้าพรรษา 

เรื่องราวที่น่าเหลือเชื่อที่เกี่ยวกับ อุทยานเฮี้ยน

เรื่องราวที่น่าเหลือเชื่อที่เกี่ยวกับ อุทยานเฮี้ยน มีดังนี้

 

กรมทางหลวงกระทรวงคมนาคมเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่สำรวจรังวัดสร้างทางหลวงทั้งทางหลวงแผนดินทางหลวงจังหวัดไปจึงช่างซ่อมบำรุงคุณวันชัยเป็นวิศวกรคุมงานการก่อสร้างที่จะต้องเป็นหูเป็นตาแทนรัฐบาลเพื่อให้เม็ดเงินที่ทางรัฐบาลจ่ายคุ้มกับการจ่ายสร้างทางหลวงทีมงานมีด้วยกัน4คน มีน้าพุ พี่นวย นายสนอง เพื่อนรุ่นเดียวกันกับคุณวันชัย

การควบคุมเป็นเรื่องไม่สนุกต้องตากแดดตากลมและต้องอยู่กับความร้อนทำงานจนเครียดพอถึงเสาอาทิตจึงได้ออกไปหาความสนุกพอรุ่งเช้าก็ได้พากันไปเที่ยวที่อุทยานแห่งหนึ่งและได้เข้าพักที่หนึ่งในอุทยานที่มีไว้อำนวยความสะดวกต่อคนมาพักจากนั้นก็ได้ดื่นเหล้าและกับแก้มอย่างแซ่บในอุทยานการดื่นเหล้ากับคนที่ถูกคอเป็นอะไรที่ดีมีอะไรก็มาเล่าให้กันฟังหรือมีมุกเด็ดๆก็เล่าออกมานายสนองเป็นคนกินเหล้าเก่งจากนั้นนายสนองขอตัวไปฉี่เพื่อนได้บอกให้เข้าห้องน้ำในบ้านแต่ก็ไม่ยอมแถมยังบอกอีกว่าคนอย่างผมฉี่ที่ไหนก็ได้พอฉี่เสร็จเดินกลับมาตัวแข็งเหมือนกับไม่ใช่นายสนองจากนั้นนายวันชัยก็ได้จับไหล่นายสนองแต่โดยนายสนองบีบคอนายวันชัยคิดว่าไม่ใช่คนเดิมจากนั้นเพื่อนได้นำพระที่คอมาใส่นายสนองจนทำให้ล้มหลับไป

 

จากนั้นได้เอาพระออกจากนายสนองพระนั้นเป็น หลวงปู่ทวดวัดช้างไห้เนื้อว่านรุ่นแรกจากนั้นก็มีเสียงหมาหอนดังขึ้น

จากนั้นเพื่อนก็ได้วิ่งไปดูนายสนองไม่เจอไปพบอยู่ริมทานแต่เหมือนว่าจะไม่ใช่นายสนองเพื่อนนั้นได้ถอดหลวงปู่ทวดวัดช้างไห้และได้กำไว้ที่มือต่อยไปที่ลิ้นปี่เสียงร้องไม่ใช่นายสนองจากนั้นได้เอาพระห้อยคอนายสนองไว้ตลอดนอกจากนี้คนในอุทยานได้เล่าให้ฟังว่าก่อนจะก่อตั้งเป็นอุทยานจะมีแต่พวกงูจงอางและหลังจากนั้นก็สร้างบ้านเสร็จจากนั้นมีคนพบศพชายคนหนึ่งตายอยู่ในป่าและได้เข้าๆไปตรวจดูพบศพสภาพไม่มีไส้พุงเป็นชายอิสลามชื่อนายเจ๊ะนิงถูกแทงด้วยมีดปลายแหลมสภาพศพนั้นเน่าส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วทั้งป่าหลังจากชันสูตรตรวจสอบเสร็จก็ส่งให้ญาติทำพิธีทางศสนาต่อมาทางตำรวจนั้นได้จับกุมคนร้ายได้สื่บว่าเป็นคนรู้จัดกับคนตาย

ซึ่งหลงรักกับผู้หญิงคนเดียวกันแต่ผู้หญิงนั้นไม่รักกลับมารักนายเจ๊ะนิงจึงได้ลวงนายเจ๊ะนิงมาฆ่าที่ป่าจากนั้นวิญญาณก็ได้หายไปคู่หนึ่งแต่วิญญาณจะออกมาอาละวาดก็ต่อเมื่อไม่คนนั้นมาฉี่ตรงที่เขานอนตายซึ่งนายสนองก็คงไปฉี่ตรงที่เขาตายจึงถูกวิญญาณนั้นอาละวาดเพื่อให้ไปขอขมาเจ้าหน้าที่จึงได้จัดดอกไม้ธูปเทียนให้เพื่อนายสนองนั้นได้ไปขอขมาเพื่อไม่ให้วิญญาณนั้นมาลบกวนอีกจากนั้นนายวันชัยกับพวกเพื่อนผ่านสุราษฎร์ธานีก็ไม่แวะไปที่แห่งนั้นอีกเลย