นักโบราณคดีได้ค้นพบซากที่มีอายุหลายพันล้านปี

สำหรับเรื่องราวต่างๆที่ได้ถูกการค้นพบมานี้มันมีสภาพที่เกือบจะสมบูรณ์อีกทั้งมันยังมีเรื่องราวต่างๆนั้นตามมาด้วยซึ่งเราเองก็ยังไม่เคยรู้มาก่อนใช่ไหมว่ามันจะอยู่ได้มาถึงปัจจุบันนี้ทั้งที่มันก็ควรจะหายสาปสูญไปตั้งนานแล้วแต่อย่างไรก็เถอะได้มีการขุดค้นพบซากต่างที่ในยุคผ่านมาแล้วหลายร้อยล้านปีซึ่งในแต่ละชิ้นที่ได้ถูกค้นพบนั้นยังมีประวัติที่น่าสนใจและมันจะมีสิ่งที่น่าสนใจอย่างไรไปดูกัน

 

โมนา ลิซ่า แห่งไดโนเสาร์

สำหรับโมนา ลิซ่าไดโนเสาร์ถือได้ว่าอาจจะเป็นซากไดโนเสาร์ที่ได้พบอย่างสมบูรณ์มากที่สุดที่เคยได้ค้นพบมากเพราะว่าไดโนเสาร์ตัวนี้มันยังคงมีสภาพดีและสวยงามมากกว่าทุกตัวที่ได้ค้นพบมาในทางประวัติศาสตร์มันจึงได้รับชื่อว่าเป็น โมนา ลิซ่า แห่งไดโนเสาร์ เมื่อในปี2011หลังจากเริ่มต้นขุดซากฟอสซิลที่พบในเหมืองแห่งหนึ่งที่ประเทศแคนาดากว่า7,000ชั่วโมงนักบรรพชีวินวิทยาก็ได้พบซากไดโนเสาร์โบราณอายุกว่า1000010ล้านปีในสภาพที่เกือบจะสมบูรณ์แบบด้วยขนาดยาวกว่า5.5เมตรและมีน้ำหนักมากกว่าหนึ่งตัน

 

ซึ่งในความแปลกประหลาดของมันก็คือปกติแล้วมักจะเจอแต่ซากกระดูกและฟันเท่านั้นแต่ในครั้งนี้ซาดไดโนเสาร์นั้นยังมีเนื้อหนังและยังมีเนื้อเยื่อและรวมไปถึงผิวของมันนั้นยังมีเกล็ดที่มันยังไม่ศูนย์สะลายทั้งยังเหลือลลอดผ่านเวลามาเป็นกว่าล้านๆปีคณะ โมนา ลิซ่า แห่งไดโนเสาร์  จะจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์บรรพชีวินวิทยาในประเทศแคนาดาสำหรับใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของไดโนเสาร์คุณต้องไปเห็นกับตาให้ได้สักครั้งหนึ่งไม่แน่จุลสิกปาคมันอาจจะอยู่ที่นั่นก็อาจจะเป็นไปได้เครื่องนี้มันหน้าชั่งเหลือเชื่อเลยจริงๆไม่คิดว่าซากของมันนั้นจะอยู่ได้มาถึงปัจจุบันนี้

หน้ากากมันมี่เคลือบทอง

สำหรับในการที่ได้ขุดค้นพบหน้ากากมันมี่เคลือบทองนั้นที่ทำมาจากเงินเลือมขอบทองและยังได้ตกแต่งดวงตาด้วยหินโมราโดยที่มันนั้นยังคงอยู่ในสภาพที่จะสมบูรณ์แบบนี้แต่ว่ามันแปลกแล้วมันหายากแล้วแต่ในการที่มันอยู่ลอดมาถึงปัจจุบันได้นี่สิมันเป็นเรื่องที่หน้าแปลกที่สุดเพราะได้ทราบกันดีว่าพวกขโมยในแถบโบราณสถานของประเทศอียิปต์นั้นชุมยิ่งกว่ายุงสะอีกและหน้าแปลกที่บริเวณโดยรอบจะมีทั้งรูกสลักหินไหใส่เครื่องในอ่างและถ้วยต่างๆกระจัดกระจายไปทั่ว

 

แต่สำหรับโลงและหน้ากากยังคงอยู่ในสถาพดีและมันยังไม่ถูกลื้อค้นทั้งที่มันจะควรจะเป็นที่หมายตาของโจรยุคสมัยซึ่งนักวิทยาศาสตร์คาดกันว่าหน้ากากนี้เป็นของคนชั้นสูงในเมือง

 

ระวัติศาสตร์ของจังหวัดกาฬสินธุ์

ประวัติศาสตร์ของจังหวัดกาฬสินธุ์ และ จังหวัดมหาสารคาม

ภาคอีสานนั้นคุณรู้ไหมว่าอารยธรรมต่างๆและโบราณสถานต่างๆนั้นเกิดขึ้นเมื่อใดและมีประวัติความเป็นมาอย่างไรบ้างที่เกี่ยวกับทวาลาวดีและประวัติศาสตร์ต่างที่คนทางภาคอีสานนั้นมีทั้งยังมีประวัติศาสตร์มากมายให้เรานั้นได้เรียนรู้กับความเป็นมาของภาคอีสานซึ่งหลายคนก็ยังไม่รู้ใช่ไหมว่าจังหวัดในภาคอีสานนั้นมีประวัติศาสตร์อยู่จังหวัดอะไรบางแต่ละจังหวัดนั้นมีความเป็นมาอย่างไรเราจะมาดูร่องรอยความเจริญของอารยธรรมทวาลาวดีในภาคอีสานซึ่งปรากฏอยู่ในที่ตั้งเดิมของเมืองโบราณสองแห่งในจังหวัดกาฬสินธุ์และมหาสารคาม

 

อารยธรรมทวาลาวดีพบอยู่ทั่วภูมิภาคของประเทศไทย

แต่นักโบราณคดีเชื่อว่า ทวาลาวดีในเมืองไทยเริ่มต้นและมีศูนย์กลางอยู่ในภาคกลางแต่ยังมีการถกเถียงถึงตำแหน่งแน่ชัดเพราะพบหลักฐานสำคัญในเมืองโบราณหลายแห่งเทียบเท่ากัน สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ ภาคอีสาน วัฒนธรรมทวาลาวดีมีความพิเศษ เพราะในช่วงที่ทวาลาวดีรุ่นเรืองอยู่ในภาคอีสานและแพร่ขยายไปยังถิ่นอื่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็รับเอาวัฒนธรรมของขอมมาผสมผสานร่วมด้วยการสร้างงานพุทธสินบางประเภทจึงแตกต่างจากภาคกลางซึ่งสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ชัดเจนของทวาลาวดีอีสานก็คือ หินตั้งหรือใบเสมาเมืองฟ้าแดดสงยางคือตัวอย่างของเมืองโบราณที่พบใบเสมาหินฝั่งตัวอยู่เป็นจำนวนมากเมืองนี้สร้างขึ้นพุทธศตวรรษที่12 16 ทั้งเมืองนั้นเป็นรูปวงรีคล้ายใบเสมามีคันดินคูน้ำล้อมรอบเมืองยาวประมาณ5กิโลเมตร

 

ซึ่งเป็นลักษณะการสร้างเมืองในรูปแบบทวาลาวดีคือมักเลือกตั้งเมืองบนดอนในที่ร่มไกล้ทางน้ำและมีคูน้ำคันดินล้อมรอบเมืองเพื่อให้สะดวกต่อการพั้นน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติเข้ามากักเก็บไว้ตามหลักชนประทานคูน้ำนั้นยังใช้สำหรับระบบน้ำป้องกันไม่ให้ท้วมบ้านเรือนในเขตเมืองโบราณฟ้าแดดสงยางมีการค้นพบสิ่งของโบราณกระจายอยู่10แห่งแต่โบราณสถานที่มีขนาดใหญ่และมีลักษณะที่สมบูรณ์ที่สุด คือ พระธาตุยาคู  พระธาตุยาคูเดิมเรียกกันว่าพระธาตุใหญ่เป็นเจดีย์8เหลี่ยมสูง8เมตรมีฐานเป็นรูปสี่เลี่ยมจัตุรัสกว้างยาวด้านละ 10 เมตรมีบนไดทางขึ้น4ทิศและปรากฏหลักฐานว่ามีการสร้างและบูรณะต่อเติมในช่วงเวลาที่ต่างกันใน3ยุคสมัย คือ ฐานเจดีย์เป็นศิลปะสมัยทวาลาวดีในช่วงที่พบแรกๆยังมีลวดลายปูปั่นในสมัยทวาลาวดีประดับอยู่แต่ปัจจุบันได้หลุดออกจนหมดถัดขึ้นมาเป็นฐานรูปแปดเลี่ยมย่อมุมไม้12สร้างซ้อนทับไว้บนฐานเดิมซึ่งเป็นรูปแบบเจดีย์ในสมัยอยุธยาส่วนองค์ระฆังและยอดสร้างในสมัยรัตนโกสินทร์