ประวัติความเป็นมาของกีฬาแฮนด์บอลในต่างประเทศ

         สำหรับกีฬาแฮนด์บอลนั้นเชื่อว่าหลายคนอาจจะรู้จักกีฬาชนิดนี้กันเป็นอย่างดีเพราะสมัยเด็กๆกีฬาชนิดนี้จะถูกนำมาเล่นกันบ่อยมากในโรงเรียนโดยเฉพาะหากมีการแข่งขันกีฬาสีหนึ่งในกีฬาที่จะถูกนำมาให้นักเรียนนั้นต้องแข่งขันกันก็คือกีฬาแฮนด์บอลนี่เองสำหรับกีฬาแฮนด์บอลนั้นว่ากันว่าเริ่มแรกเดิมทีนั้นเป็นกีฬาที่มีการเล่นกันในต่างประเทศซึ่งประเทศแรกที่เริ่มเล่นกีฬาแฮนด์บอลนั่นก็คือประเทศเยอรมนีและบุคคลที่มีการคิดค้นกีฬาแฮนด์บอลเป็นคนแรกว่ากันว่าเป็นเพียงแค่คุณครูที่สอนวิชาพลศึกษาในโรงเรียนซึ่งได้มีการคิดค้นกีฬานี้ขึ้นมาเพื่อให้เด็กนักเรียนนั้นได้มีกีฬาแปลกใหม่ในการเล่นกีฬารูปแบบเดิมนั่นเองว่ากันว่าในช่วงที่มีการเล่นกีฬาแฮนด์บอลใหม่ๆนั้นผู้คนไม่ค่อยสนใจกีฬาชนิดนี้กันมากนักแต่หลังจากนั้นในช่วงปีพุทธศักราช 2447

กีฬาชนิดนี้ก็เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น   และสำหรับกฎกติกาในการเล่นกีฬาแฮนด์บอลนั้นผู้ที่เริ่มคิดค้นก็คือครูพลศึกษาคนที่เริ่มคิดกีฬาชนิดนี้ขึ้นมานั่นเองโดยกีฬาแฮนด์บอลที่มีการเล่นกันในครั้งแรกนั้นจะมีการกำหนดผู้เล่นไว้มากถึงฝั่งละ 11 คนซึ่งจะต้องมีการเล่นจำนวน 2 ฝั่งเอาไว้แข่งขันกันโดยลักษณะการเล่นก็จะเป็นการแย่งลูกฟุตบอลกันซึ่งถ้าหากมองแบบผิวเผินแล้วการเล่นกีฬาแฮนด์บอลก็ไม่ได้ต่างกับกีฬาฟุตบอลเท่าไรนักต่างกันตรงที่ว่ากีฬาฟุตบอลนั้น

จะใช้เท้าในการเล่นและสัมผัสกับตัวฟุตบอลแต่กีฬาแฮนด์บอลนั้นจะใช้เป็นมือในการสัมผัสฟุตบอลแทนโดยพยายามที่ให้เรานำลูกฟุตบอลไปใส่ในประตูของฝั่งตรงข้ามให้ได้นั่นเองและเมื่อลูกฟุตบอลเข้าประตูฝั่งตรงข้ามเราก็จะได้คะแนนอย่างไรก็ตามหลังจากที่มีการเล่นกีฬาแฮนด์บอลมาสักระยะหนึ่งผู้คนเริ่มมองเห็นว่าจำนวนผู้เล่นในสนาม 11 คนนั้นดูแล้วจะมีมากเกินไปเพราะถ้ารวมผู้เล่นทั้ง 2 ฝั่งแล้ว

ในสนามจะมีผู้เล่นถึง 22 คนดังนั้นหลังจากนั้นจึงได้มีการปรับเปลี่ยนจำนวนผู้เล่นลงเหลือเพียงแค่ฝั่งละ 7 คนเท่านั้นซึ่งเมื่อทดลองลดจำนวนผู้เล่นลงปรากฏว่าการเล่นกีฬาแฮนด์บอลนั้นมีความสนุกมากขึ้นเพราะคนสามารถมีพื้นที่ในการวิ่งและแย่งบอลกันได้มากขึ้นทำให้กีฬาชนิดเริ่มมีการเล่นกันอย่างแพร่หลายจนในที่สุดกีฬาชนิดนี้ก็ถูกนำไปเป็นกีฬาในการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกโดยมีการแข่งขันกันครั้งแรกในช่วงปีพุทธศักราช 2479

แต่อย่างไรก็ตามการแข่งขันกีฬาแฮนด์บอลนั้นได้รับความสนใจเพียงแค่ประมาณนึงเท่านั้นเพราะหลังจากนั้นเกิดมีสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นมาเมื่อสิ้นสุดสงครามโลกกีฬาแฮนด์บอลก็ถูกผู้คนลืมเลือนไปเตือนต้องมีการนำกีฬาแฮนด์บอลนั้นมาพัฒนาใหม่ไม่ว่าจะเป็นกฎกติกาหรือวิธีการเล่นเพื่อให้กีฬาแฮนด์บอลนั้นเป็นที่สนใจกันมากขึ้นโดยปัจจุบันนี้กีฬาแฮนด์บอลนั้นไม่ได้มีการเล่นกันเฉพาะในประเทศเยอรมนีเท่านั้นแล้วเพราะมีการเล่นกันอย่างแพร่หลายทั่วโลกแล้วในปัจจุบัน

 

 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย   สมัครจีคลับ ไม่มีขั้นต่ำ

ตำนานรักกับยม

กาลครั้งหนึ่ง ในป่าหิมพานต์อันกว้างใหญ่บรรดานักบวช  นักพรต หรือแม้แต่ฤาษีที่อยู่ในป่าหิมพานต์แห่งนั้น ต่างก็ใช้ป่าหิมพานต์เป็นที่นั่งสมาธิฝึกฝนวิชาของตนเองให้แกร่งกล้าจนอยู่มาวันหนึ่ง พหลปิติฤาษีเขาได้ออกจากที่พักของตนเองเพื่อออกไปหาของป่าไปหาเก็บผลไม้มารับประทาน ในขณะที่เขาเดินมาถึงลำธารแห่งหนึ่งนั้นเขาได้เห็นลำธารแห่งนั้นมีดอกบัวขึ้นอยู่เต็มไปหมดซึ่งเขาได้มีการนำน้ำเต้าที่นำติดตัวมาด้วยตักน้ำในลำธารแห่งนั้นเพื่อเอาไปเก็บไว้กินในที่พักของเขา

ขณะที่เขากำลังตักน้ำใส่น้ำเต้าอยู่นั้นปรากฏว่ารีบซื้อต้นดังกล่าวนั้นได้มองเห็นเด็กน้อยคู่หนึ่ง ทั้งคู่กำลังนอนหลับอยู่ภายในดอกบัวทางด้านฤาษีที่ได้เห็นเด็กน้อยอยู่ในดอกบัวก็เกิดความรู้สึกเอ็นดูจึงได้นำเด็กน้อยทั้งคู่นั้นกลับไปที่อาศรมด้วยเพื่อนำไปเลี้ยงดู และเมื่อเลี้ยงนานวันเข้าเด็กน้อยทั้งสองคนก็เติบโตขึ้นโดยทั้งคู่นั้นมีชื่อเรียกว่า รักฏะกับ ยมกะ คือชื่อของเด็กทั้งสองคน

และชื่อเล่นของพวกเขาก็คือ รัก และยมนั่นเองทางด้านฤาษีก็ได้ถ่ายทอดวิชาอาคมให้กับเด็กน้อยทั้งสองคนจนหมดสิ้นทำให้เด็กน้อยทั้งสองคนนั้นมีความเก่งกาจสามารถและเมื่อเด็กน้อยทั้งสองคนเติบโตขึ้นมา รักฏะกุมารทองขึ้นมาแล้วหน้าตาหล่อเราเป็นอย่างมากส่วนทางด้านยมกะกุมารหล่อน้อยกว่า รักฏะกุมาร ถึงแม้ว่า ยกกะกุมารจะหล่อสู้ รักฏะกุมารไม่ได้แต่เขาก็สามารถเก่งทางด้านวิชาอาคมต่างๆและเก่งในเรื่องของการต่อสู้อีกด้วยเมื่อทั้งสองคนเติบโตจนกลายเป็นหนุ่มใหญ่ทั้งสองคนจึงได้กราบลาพระฤาษีเพื่อออกไปค้นหาชีวิตไปปฏิบัติธรรมกรรมดีเพื่อส่งเสริมให้ชีวิตของตนเองนั้นได้บุญได้กุศลมากยิ่งขึ้น ซึ่งทางด้านฤาษีก็ยินยอมให้ทั้งสองคนนั้นออกไปใช้ชีวิตเป็นของตนเอง

แต่ได้มีการกำชับ รักกับยม ว่า หากได้มีโอกาสรับราชการทหารกับแคว้นใดจนอย่าหลงระเริงคิดว่าตนเองนั้นมีความเก่งกาจอย่าทำร้ายชีวิตสัตว์และมนุษย์โดยไม่จำเป็นเป็นอันขาดและประมาทกับการใช้ชีวิต ซึ่งทั้งสองคนก็รับปาก ซึ่งทั้งสองคนเดินทางไปเป็นทหารของแคว้นหนึ่งซึ่งด้วยความเก่งและความดี รักฎะกุมารได้ตำแหน่งเป็นทหารเอก ส่วนทางด้านยมกะกุมารได้เป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์แห่งแคว้นนั้น

ด้วยความหล่อเหลาของรักฎะกุมารทำให้พระธิดาของแคว้นนั้นเกิดตกหลุมรักเขา แต่พ่อของพระธิดานั้นไม่ได้ยินดีด้วยเพราะว่าพ่อของพระบิดาได้มีการมองคู่ครองไว้ให้กับลูกสาวของตนเองไว้แล้วเป็นเจ้าชายจากแคว้นใกล้เคียงกันพระ ราชาจึงได้กีดกันความรักในครั้งนี้โดยการนำพระธิดาของตนเองนั้นไปไว้ที่เมืองอีกเมืองหนึ่งซึ่งเมื่อ รักฎะกุมารรู้เข้าก็รู้สึกไม่พอใจจึงได้คิดวางแผนที่จะฆ่าพระราชาส่วนทางด้านยมกะกุมารนั้นรู้ว่า รักฎะกุมารคิดอย่างไรและก็ได้พยายามที่จะห้ามปรามไม่ให้ รักฎะกุมารทำเรื่องเหล่านั้นแต่อย่างไรก็ตาม รักฎะกุมารก็เฝ้าคิดถึงแต่พระธิดาอยู่ตลอดเวลา จนในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหว รักฎะกุมารได้เข้ารอบไปสังหารพระราชาจนเสียชีวิต

และเรื่องราวดังกล่าวก็รู้ไปถึงหูของพระอาจารย์ฤาษีท่านจึงได้ส่งกระแสจิตเรียกทั้ง 2 คนกลับไปหาท่านในป่าหิมพานต์ และเมื่อทั้งสองคนเดินทางมาถึงอาศรมต่างก็รู้สึกสำนึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไปฤาษีได้สั่งให้ รักฎะกุมารทำการบวชตลอดชีวิตเพื่อชดเชยความผิดที่ตนเองได้ทำลงไป เพื่อเป็นการล่างบาป ส่วนทางด้าน ยกมะกุมารนั้นเขาได้กลับมาที่แคว้นเดิมและมาทำงานจนแก่ชราหลังจากนั้นจึงได้ลาออกและออกบวช

และในช่วงที่พระอาจารย์ฤาษีนั้นชราภาพมากแล้วและรู้ตัวว่าจะไม่สามารถมีชีวิตต่อไปได้แล้วท่านจึงได้เรียก 2 นักบวชรักและยมกับมาหา และได้ให้พรนักบวชรักและยมก่อนตายว่าไม่ว่าทั้งสองคนจะตายแล้วไปเกิดใหม่กี่ภพกี่ชาติก็ขอให้ทั้งสองคนนั้นเป็นที่รักใคร่ของคนทั่วไปและขอให้ทั้งสองคนนั้นไม่มีศัตรูคนไหนที่จะทำอันตรายทั้งสองคนได้ แต่ทั้งสองคนนั้นจะไม่ได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกแล้วแต่จะให้ไปเกิดเป็นวัตถุธาตุ

เธอทั้งสองคนนั้นจะต้องไม่มีชีวิตจิตใจแต่จะมีชื่อเสียงโด่งดังไปไกล ตราบชั่วกัลปาวสาน หลังจากนั้นพระฤาษีก็ได้เสียชีวิตไปทางด้านนักบวชรักและยมจึงได้นำศพของพระฤาษีไปฝังเอาไว้ซึ่งต่อมาตรงบริเวณที่มีหลุมฝังศพนั้นเกิดต้นไม้ขึ้นมา 2 ชนิดนั้นก็คือต้นรักซ้อนและต้นมะยมขึ้นคู่กันทำให้นับตั้งแต่นั้นมาเกจิดังต่างๆจึงได้นิยมนำต้นรักและต้นมะยมมาทำการแกะสลักกุมารรักยมนั่นเอง

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย     ีดฟิำะ

คำสาปของ พ่อแม่แห่งทะเลสาบล็อคเนสส์ อลิสแตร์ ครอส์สีย์ ประเทศสกอตแลนด์

       เกี่ยวกับตำนานความเชื่อของชาวสกอตแลนด์ซึ่งมีความเชื่อกันมาตั้งแต่สมัยโบราณโดยเชื่อกันว่าในสมัยก่อนนั้นจะมีพวกพ่อมดหมอผีที่สามารถสาปแช่งและดลบันดาลให้ใครเป็นไปได้อย่างที่ตนเองต้องการโดยมีความเชื่อเล่าขานกันมาว่าในช่วงปีคริสต์ศักราช 1899   ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ทางบริเวณตอนใต้ของทะเลสาบล็อกเนสมีบ้านหลังหนึ่งซึ่งปลูกอาศัยอยู่ห่างไกลจากผู้คนด้วยบ้านหลังดังกล่าวนั้นเป็นบ้านของผู้ชายคนหนึ่งโดยเขามีชื่อว่า อลิสแตร์ ครอส์สีย์  

ส่วนสาเหตุที่เขาอยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่มีเพื่อนบ้านอยู่ใกล้กันกับเขาเลยนั่นก็เพราะว่าเพื่อนบ้านของเขานั้นต่างก็พากันเชื่อว่า อลิสแตร์ ครอส์สีย์ นั้นคือพ่อมดหมอผีซึ่งเขามีเวทย์มนต์คาถาและมีอาคมแข็งแกร่งโดยสามารถที่จะสาปแช่งและดลบันดาลให้ใครก็ได้ที่เขาไม่พอใจให้มีอันเป็นไปซึ่งชาวเมืองเชื่อกันว่า อลิสแตร์ ครอส์สีย์ นั้นได้มีการเรื่องภูตผีปีศาจและดวงวิญญาณเอาไว้มากมายหลายดวง 

รวมถึงภูติผีปีศาจอีกหลายตนด้วยกัน ซึ่งหากใครก็ตามที่ทำให้ อลิสแตร์ ครอส์สีย์  ไม่พอใจเขาจะส่งภูติผีปีศาจเหล่านั้นมาทำร้าย จึงทำให้ไม่เคยมีใครไปยุ่งเกี่ยวกับ อลิสแตร์ ครอส์สีย์  เลยเพราะเกรงว่าเขาจะไม่พอใจ และยังเคยมีข่าวลือออกมาด้วยว่า เคยมีเพื่อนบ้านไปทำให้ อลิสแตร์ ครอส์สีย์  อารมณ์เสีย อลิสแตร์ ครอส์สีย์  ได้ใช้เวทมนต์สาปแช่งให้เพื่อนบ้านคนนั้นเสียชีวิตอีกด้วย อย่างไรก็ตามมีเรื่องเล่าอีกว่า มีอยู่ครั้งหนึ่ง อลิสแตร์ ครอส์สีย์ 

ได้เดินทางไปที่ยอดเขาแห่งหนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่าปล่องไฟปีศาจ แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาเกิดความไม่พอใจกับการเดินทางไปที่ปล่องไฟปีศาจในครั้งนั้น อลิสแตร์ ครอส์สีย์  ถึงกับสาปแช่ง ปล่องไฟแห่งนั้นให้พังทลายลง และเมื่อมันพังทลายเมื่อไหร่ ให้เหล่าวิญญาณร้ายที่สิงสถิตย์อยู่ที่ปล่องไฟปีศาจนั้น ได้ถูกปลดปล่อยและให้ส่งผลต่อคนที่เดินทางไปแถวบริเวณดังกล่าว อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านไปเป็นพันปี และ อลิสแตร์ ครอส์สีย์  ก็เสียชีวิตไปนานแล้ว

แต่ปล่องไฟปีศาจก็ยังคงอยู่ จนเมื่อประมาณ ปี ค.ศ. 2001  ช่วงราวราวเดือน เมษายน ปล่อยไฟปีศาจก็ได้พังทลายลงมา ผู้คนที่ทราบข่าวต่างก็พากันหวาดกลัวกันเป็นอย่างมาก  ซึงยอดเขาแห่งนั้นสูงถึง 70 เมตรเลยทีเดียว แต่หลังจากที่ปล่องไฟปีศาจพังทลายลงมาแล้วก็ไม่ได้มีใครออกมายืนยันว่า สรุปแล้ว คำสาปแช่งของ อลิสแตร์ ครอส์สีย์  เป็นผลสำเร็จหรือไม่ และมีใครที่ถูกทำร้ายจากคำสาปแช่งนี้หรือไม่

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ทางเข้า gclub มือถือ

 

พระนางครีโอพัตตา กลับรูปโฉมที่แท้จริง

              ความงามคือสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนนั้นต่างก็ใฝ่ฝัน แต่คนที่มีความงามด้วยและฉลาดด้วยจะยิ่งเป็นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนใฝ่ฝันมากที่สุด  ผู้หญิงที่สวยและเก่งมีมากมายหลายร้อยคนจากทั่วทุกมุมโลกและมีหลายคนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง  และวันนี้เราจะมาพูดถึงหญิงสาวคนหนึ่งที่เธอมีทั้งความสวยและความเก่งกาจสามารถที่ผู้ชายหลายคนอาจจะยังไม่อาจจะเทียบได้เลยทีเดียว ซึ่งหญิงสาวที่เรากำลังจะพูดถึงอยู่นี้เธอเป็นหญิงสาวที่มีทั้งความงามและความฉลาดและที่สำคัญเธอมีอายุมาแล้วหลายร้อยหลายพันปี

แต่ในปัจจุบันผู้คนยังคงมีการพูดถึงวีรกรรมของพระนาง และหลายคนยังคงมีความต้องการอยากที่จะเก่งได้เพียงแค่ครึ่งของพระนาง สวยได้เพียงแค่ครึ่งของพระนาง หากพูดอย่างนี้แล้วเชื่อว่าทุกคนคงพอจะรู้กันบ้างแล้วว่าวันนี้เรากำลังจะพูดถึงใคร ใช่แล้วค่ะวันนี้เราจะพูดถึงพระนางครีโอพัตรานั่นเองค่ะ 

 สำหรับพระนางครีโอพัตราแล้วเชื่อว่าหลายคนคงต้องเคยได้ยินชื่อเสียงของพระนางกันมาเป็นอย่างดีเลยทีเดียว โดย ในความคิดของใครหลายหลายคนเชื่อกันว่าพระนางครีโอพัตรานั้นเป็นหญิงสาวที่มีความงดงามเป็นอย่างมากอีกทั้งการอ่านยังเป็นหญิงสาวที่มีความเฉลียวฉลาด ที่สำคัญเพราะนางนั้นสามารถมัดใจชายหลายหลายคนซึ่งชายแต่ละคนนั้นก็มีอำนาจยิ่งใหญ่แต่ก็ต้องมาสยบแทบเท้าต่อพระนางครีโอพัตตากันแทบทุกคนนั่นเอง

แต่อันที่จริงแล้วมีบางตำนานเราถึงพระนางคลีโอพัสตราว่าสาเหตุที่ชายหนุ่มหลายคนสยบแทบเท้าพระนางครีโอพัตรานั้นไม่ได้เกิดจากที่ความสวยงามของผนังเลยแม้แต่นิดเดียวแต่ที่พระนางสามารถสยบผู้ชายหลายคนได้นั้นเกิดจากการที่พระนางนั้นมีความเสลียวฉลาด สามารถรู้เล่ห์เหลี่ยมและรู้เท่าทันคน และสาเหตุที่มีความเชื่อกันว่าแล้วนางนั้นเป็นคนที่สวยและมีความเฉลียวฉลาดนั่นก็เพราะว่ามีนักโบราณคดีสามารถขุดค้นพบพระเศียรของพระนาง

และเหรียญที่มีภาพใบหน้าของพระนางติดอยู่ด้วยซึ่งถือว่าเป็นการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ใน ประวัติศาสต์เลยทีเดียว ชื่อเสียงของพระนางคลีโอพัตรานั้นมีการเล่าหรือกันไปทั่วตั้งแต่สมัยที่พระนางยังมีชีวิตอยู่จนถึงแม้แต่ปัจจุบันนี้ความสวยงาม และความเสียสละของพระองค์ก็ยังคงเป็นที่เรื่องหรืออยู่ไม่เสื่อมคลายซึ่งใครได้หลายคนก็อยากที่จะใฝ่ฝันที่จะมีความสวยงามเช่นเดียวกับพระนางครีโอพัตรา และหวังว่าจะฉลาดได้เพียงครึ่งหนึ่งของพระนางก็อย่างดี

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   จีคลับคาสิโนออนไลน์

 

ตำนานถนนเพชรบุรีตัดใหม่

สำหรับบางคนคงยังจำกันได้ดีในค่ำคืนหนึ่งของเดือนกันยายนปีพศ 2543 มีเหตุการณ์ที่น่าเศร้าสลดเกิดขึ้นที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่เมื่อถนนดังกล่าวมีเหตุการณ์ไฟลุกไหม้ท่วมเรียกได้ว่าเป็นทะเลเพลิงตรงถนนเพชรบุรีตัดใหม่ดังกล่าวแห่งนั้น ซึ่งทะเลเพลิงนั้นเกิดมาจากการที่เกิดเหตุการณ์แก๊สระเบิดขึ้นจากรถบรรทุกแก๊สขับมาด้วยความเร็วและเกิดเสียหลักล้มคว่ำและแก๊สที่บรรทุกมาทั้งหมด

มีการเกิดการระเบิดขึ้นทำให้บริเวณพื้นที่ดังกล่าวนั้นได้รับความเสียหายจากการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนั้นซึ่งในระหว่างที่มีเหตุการณ์แก๊สระเบิดนั้นเป็นช่วงที่จราจรค่อนข้างหนาแน่นรถที่อยู่บริเวณใกล้เคียงในรัศมี 2 กิโลเมตรต่างก็ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์แก๊สระเบิดในครั้งนี้มีผู้คนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ซึ่งเหตุการณ์นั้นทำให้เป็นข่าวใหญ่มากที่สุดแห่งปีเลยก็ว่าได้เขาเป็นอุบัติเหตุครั้งใหญ่ที่กรุงเทพฯไม่เคยประสบเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน

 

ผู้คนที่ล้มตายในเหตุการณ์ครั้งนั้นบางคนยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนเองจะตายเพราะเมื่อถังแก๊สระเบิดไฟก็ลุกลามอย่างรวดเร็วบางคนตายในรถและบางคนนั้นก็ออกมาตายข้างนอกแต่ส่วนใหญ่แล้วผู้คนจะถูกไฟลุกไหม้เผาเนื้อตัวจนแทบยังไม่มีพื้นที่ไหนที่เป็นพื้นที่เนื้อดีเลยทีเดียวการระเบิดของแก๊สนั้นในคราวได้สร้างความเสียหายว่าเยอะแล้วแต่ยังมีถังแก๊สอีกลูกหนึ่งที่ต่อมาก็เริ่มระเบิดอีกครั้งหนึ่งทำให้บ้านเรือนที่อยู่บริเวณดังกล่าวต่างก็ได้รับความเสียหายไปด้วย

และเหตุการณ์ไฟไหม้ในครั้งนั้นต้องใช้ระยะเวลามากกว่า 24 ชั่วโมงในการดับไฟซึ่งผู้คนต่างพากันวิ่งหนีบาดเจ็บล้มตายเป็นอย่างมากเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจากทั่วทุกที่ในเขตกรุงเทพฯต่างก็มารวมตัวกันที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่เพื่อที่จะได้ช่วยกันดับไฟแต่กว่าไฟจะดับลงนั้นก็รอจนถึง 22:00 น ของวันรุ่งขึ้นเลยทีเดียวเจ้าหน้าที่ทุกคนต่างก็เหนื่อยล้า ส่วนตำนานความร้อนก็เริ่มขึ้นหลังจากที่เธอไม่ได้สงบลงแล้ว

โดยมีการบอกเล่าจากแท็กซี่ที่ขับรถในช่วงเวลากลางคืนว่าหากใครที่วิ่งรถแท็กซี่มาตรงถนนเพชรบุรีตัดใหม่มักจะพบหญิงสาวคนหนึ่งมาโบกรถเพื่อให้ไปส่งที่บริเวณหน้าวัด อรุณโดยจะให้แท็กซี่นั้นขับผ่านเส้นสะพานซังฮี้ ซึ่งเมื่อหญิงสาวคนดังกล่าวขึ้นรถไปได้สักครู่ก็จะบอกให้แท็กซี่นั้นแวะไปหน้าโรงพยาบาลหัวเฉียวก่อน แต่เธอมักจะลงกลางทางก่อนทุกครั้งโดยจะลงแถวบริเวณมักกะสันและเงินที่เธอจ่ายให้กับรถแท็กซี่นั้นจะเป็นแบงค์กงเต็กซึ่งรถแท็กซี่จะพบเจอเหมือนกันหมดจนกลายเป็นตำนานกล่าวขานกันนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย    ยูฟ่าเบท365

 

ตำนานปีศาจแมว แห่งนาเบะชิมา

                 มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับตำนานปีศาจแมวซึ่งเกิดขึ้น  ในช่วงสมัยการปกครองของ โอเดะตอนต้นนั้นเป็นการปกครองของ สมัยองค์จักรพรรดิ์ไดเมียวนาเบะชิมา  มิซูชิเกะ ซึ่งปัจจุบันนี้ก็คือเมืองซาง่านั่นเอง  ในสมัยนั้นมีทหารรับใช้ที่เก่งกาจสามารถคอยเป็นด่านทับหน้าที่คอยบุกทะลวงต่อสู้กับข้าศึก ได้สร้างผลงานมาแล้วมากมาย มีนามว่า เรียว โซจิ มาตาซิจิรุ มีอยู่วันนึงเดี๋ยวโซจิได้เดินทางไปที่บ้านของไดเมียวนาเบะชิมา

เพื่อไปทำการพูดคุยกันตามปกติแต่ในระหว่างการคุยกันนั้นเกิดการทะเลาะกันเกิดขึ้นทำให้  คนของบ้านไดเมียวนาเบะชิมา ได้ทำการฆ่าจนถึงแก่ความตายหลังจากนั้นก็นำศพของเขาไปฝัง ที่บริเวณหลังกำแพงซึ่งอยู่ติดกับบ่อน้ำเก่าแก่ ซึ่ง แม่ของเรียวโซจินั้นเห็นว่าลูกชายของตนเองนั้นหายออกจากบ้านมาที่ บ้านของ ไดเมียวนาเบะชิมาเป็นเวลาหลายชั่วโมงแล้วและไม่ยอมกลับไปบ้านเสียทีจึงได้ออกมาตามหาลูกชายด้วยความเป็นห่วง

แต่คนงานของบ้าน ไดเมียวนาเบะชิมา พากันขับไล่หญิงชราโดยบอกว่าเรียวโซจิไม่เคยมาบ้านหลังนี้เนื่องจากว่าเจ้าของบ้านนั้นไม่สบายจึงไม่ได้ต้อนรับแขก หญิงชราพยายามตามหาเรียว โซจิ ลูกชายของนางโดยการสอบถามตามบ้านของเพื่อนบ้านไปยังตามที่ต่างๆแต่ก็ไม่เคยมีใครเห็นเรียวโซจิเลย  นางได้แต่ตามหาและร้องไห้อยู่ตลาดเวลา ขณะที่แม่ของเรียวโซจิกำลังร้องไห้คร่ำครวญถึงลูกชายของตนเองอยู่นั้นแมวของนางซึ่งนางเลี้ยงเอาไว้ชื่อว่าเจ้าโคมะ ได้มีการคาบกระดูกของสิ่งมีชีวิตเอามาวางไว้ตรงบริเวณด้านหน้าของนางซึ่งโครงกระดูกที่แมวคาบมานั้นมีเศษเสื้อของโลจิสติกส์มาด้วยทำให้หญิงชราทราบได้ทันทีว่านี่คือโครงกระดูกของลูกชายของเธอเธอ

จึงได้เดินทางไปเจอตรงบริเวณที่พบโครงกระดูกซึ่งอยู่ใกล้ๆกับบ้านของไดเมียวนาเบะชิมา ทำให้เธอนั้นไปต่อว่าคนงานของบ้านไดเมียวนาเบะชิมาว่าเป็นสาเหตุที่ทำการฆ่าลูกของเธอตายแต่คนงานนั้นก็ขับไล่เธอพร้อมกับด่าทอเธอและปฏิเสธว่าไม่ใช่คนที่ฆ่าเรียวโซจิ หญิงชรานั้นจมอยู่กับความเสียใจความคิดถึงลูกชายทำให้ตลอดระยะเวลาที่เธอมีชีวิตอยู่นั้นเธอมักจะนั่งสาปแช่งครอบครัวของไดเมียวนาเบะชิมาให้กับแมวของเธอฟังอยู่ทุกวันเป็นประจำ

และด้วยความเศร้าโศกเสียใจที่ได้สูญเสียลูกชายไปทำให้หญิงชราตัดสินใจใช้มีดฆ่าตัวเองตายในที่สุดเลือดได้ไหลนองไปทั่วทั้งบริเวณห้อง โคมะแมวที่หญิงชราเลี้ยงเอาไว้ได้พ่อมาดื่มกินเลือดของหญิงชราเข้าไปหลังจากนั้นเจ้าแมว โคมะก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย และนับตั้งแต่โคมะหายตัวไปในทุกๆคืนที่บ้านของ ไดเมียวนาเบะชิมา จะมีแมวเข้าไปอาละวาดหลอกผู้คนและทำลายข้าวของรวมถึงทำร้ายและฆ่าทุกคนที่มาขวางทางมัน

คืนแล้วคืนเล่าที่คนของตระกูลไดเมียวนาเบะชิมาต้องเผชิญกับ ปีศาจแมวที่โหดร้าย และแล้วในคืนหนึ่งโคโมริซามูไรผู้ภักดีของบ้านไดเมียวนาเบะชิมา ก็ได้ต่อสู้กับปีศาจแมว และสามารถปรับมันได้สำเร็จซึ่งเมื่อเห็นหน้ามันแล้วจึงได้รู้ว่ามันคือเจ้าโคมะแมวของหญิงชรานั่นเอง และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาคนของตระกูลบ้านไดเมียวนาเบะชิมาจึงปลอดภัยจากปีศาจแมวนั่นเอง

 

 

สนับสนุนโดย  gclub slot ทดลองเล่น

ตำนานการสร้างปราสาททัชมาฮาล

      ปราสาททัชมาฮาลถือว่าเป็นปราสาทที่มีความสวยงามและยังถูกจัดอันดับให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ 1 ใน 7 ของโลกซึ่งนักท่องเที่ยวหลายๆคนต่างไปฟันที่จะมีโอกาสได้ไปเที่ยวปราสาททัชมาฮาลสักครั้งหนึ่งในชีวิตเนื่องจากว่าที่ปราสาทแห่งนี้มีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับความรักขององค์กษัตริย์ที่มีการสร้างปราสาทนี้ขึ้นมาเพื่อมอบให้กับราชินีซึ่งเป็นที่รักของพระองค์สำหรับประสาททัสมาฮาร์นนี้ถูกสร้างขึ้นที่ประเทศอินเดียอยู่ในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์สวยงามติดอยู่กับริมแม่น้ำ

โดยมีเรื่องเล่าถึงการสร้างปราสาททัชมาฮาลมีว่าในสมัยพระมหากษัตริย์องค์ที่ 5 ซึ่งในขณะนั้นปกครองภายใต้ราชวงศ์โมเลกุลโดยภายใต้การปกครองของกษัตริย์ที่ชื่อว่า ชาห์ญะฮาน ซึ่งมีเรื่องเล่าถึงความรักที่พระองค์นั้นมีต่อพระมเหสีของพระองค์นั้นก็คือ    พระนางมุมตาซ มะฮัล โดยเรื่องเล่านี้เกิดขึ้นเมื่อสมัยที่กษัตริย์ชาห์ญะฮาน  ได้ขึ้นครองราชย์แล้วได้พบรักกับลูกสาวของเสนาบดีผู้หนึ่ง

ซึ่งพระองค์ใช้ระยะเวลาในการคบหาดูใจกับพระมเหสีก่อนที่จะมีการจัดงานอภิเษกสมรสกันนานถึง 5 ปีและหลังจากที่มีการอภิเษกสมรสกับพระองค์ก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขได้มามีลูกทั้งหมดด้วยกัน 13 คนและกำลังท้องลูกคนที่ 14 ซึ่งในวันที่คลอดลูกคนที่ 14 นั้นพระราชินีได้ปวดท้องอย่างรุนแรงและมีอาการตกเลือดหลังจากที่คลอดทารกน้อยออกมาแล้วพระราชินีก็เซ็นประชาชนทำให้พระมหากษัตริย์ชาห์ญะฮาน ทรงเสียพระทัยมากจึงได้มีการทรงสร้างประสาททัชมาฮาลขึ้นมา

โดยหวังว่าจะเป็นที่เก็บพระศพของพระราชินีซึ่งพระองค์ใช้เงินจำนวนมากในการลงทุนสร้างปราสาททัชมาฮาลในครั้งนี้โดยประสาททัชมาฮาลนั้นพระองค์มีการสร้างเป็นสีขาวทั้งหลังและใช้เพชรพลอยมาประดับประสาทหลังจากนั้นก็นำร่างพระราชินีมาประทับไว้ที่ปราสาทแห่งนี้และพระองค์ก็มาเฝ้ามาพูดคุยอยู่กับพระศพของพระราชินีและพระองค์ยังมีวางแผนว่าจะมีการสร้างปราสาทอีกที่หนึ่ง

ซึ่งเป็นประสาทสีดำเลยจะสร้างอยู่ฝั่งตรงข้ามกับปราสาทสีขาวของทัชมาฮาลซึ่งเมื่อลูกชายของพระองค์ทรงทราบเรื่องเข้าจึงได้ก่อการกบฏขึ้นเพื่อยึดครองบัลลังก์หลังจากนั้นก็จะพระองค์นั้นไปตั้งไว้ตรงข้ามกับประสาททัชมาฮาลซึ่งพระองค์ต้องอยู่ที่นั่นนานถึง 8 ปีหลังจากนั้นจึงสิ้นพระชนม์เมื่อชาห์ญะฮาน สิ้นพระชนม์แล้วลูกชายที่ขึ้นครองราชย์แทนก็ได้นำร่างของพระองค์นั้นไปไว้ที่ปราสาททัชมาฮาลเคียงคู่กับพระราชินีและนี่คือตำนานที่เป็นเรื่องเล่าของความรักและเป็นที่มาของการสร้างปราสาททัชมาฮาลนั่นเอง

 

 

สนับสนุนโดย  Ufabet ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ

ความเชื่อที่คนโบราณมักจะเชื่อกัน

 

   อย่าเหยียบธรณีประตู คนโบราณได้กล่าวไว้ว่าเวลาไปวัดหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆถ้าเห็นธรณีประตูให้เดินข้ามอยากให้เท้าโดนเด็ดขาด เพราะเชื่อกันว่าถ้าเกิดว่าเหยียบธรณีประตูจะทำให้ตัวเองถูกโบยหรือถูกทำร้ายจากผู้อื่นจนบาดเจ็บสาหัสและถูกรุมกระทืบเหมือนกับถูกเหยียบเหมือนกับที่เราเคยเหยียบธรณีประตู แต่ความเชื่อนี้ก็มีเหตุผลที่ผู้หลักผู้ใหญ่ได้กล่าวกับเราไว้เหตุผลก็คือผู้หลักผู้ใหญ่ต้องการให้เรามีสติเวลาเข้าวัดต้องสำรวม

ถ้าเกิดว่าไม่มีธรณีประตูบ้างที่เด็กๆก็จะวิ่งเล่นกันวิ่งไปวิ่งมาไม่สำรวมเวลาอยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ดังนั้นทางวัดจึงได้ทำการสร้างธรณีประตูขึ้นมาและสร้างความเชื่อนี้ขึ้นมาเพื่อที่เด็กๆจะได้กลัวและไม่กล้าวิ่งเล่นในวัดเพราะว่าจะเผลอนำเท้าไปโดนธรณีประตูดังนั้นที่วัดจึงเรียกได้ว่าเป็นที่เช่าไปแล้วจะต้องสำรวมมากที่สุดค่ะ คนที่กำลังตั้งครรภ์ห้ามไปดูสาวคนอื่นคลอดลูก 

คนโบราณมีความเชื่ออยู่ว่าถ้ามีหญิงที่ตั้งครรภ์กำลังจะคลอดลูกและคนที่ไปอยู่ในห้องนั้นด้วยเป็นหญิงตั้งครรภ์หญิงตั้งครรภ์ที่กำลังจะคลอดนั้นก็ไม่สามารถที่จะคลอดลูกได้ถึงแม้ว่าจะถึงเวลาที่คนจะคลอดลูกได้แล้วแต่ก็จะไม่สามารถแบ่งลูกออกได้เชื่อกันว่าเป็นเพราะว่ามีหญิงสาวที่ตั้งครรภ์คนอื่นอยู่แถวๆนั้นด้วยดังนั้นจึงไม่สามารถที่จะทำการแบ่งลูก แต่ถ้าถามถึงเหตุผลที่แท้จริงที่แท้จริงที่ผู้ใหญ่บอกกับเราอย่างนั้น

ก็เพราะว่ากลัวว่าถ้าเกิดว่าคนที่ท้องหรือตั้งครรภ์อยู่นั้นไปเห็นภาพตอนที่คนที่ท้องอีกคนกำลังเบ่งลูกจะทำให้กลัวและไม่กล้าที่จะคลอดลูกและอาจจะขวัญเสียได้จำนวนคนโบราณจึงสร้างความเชื่อนี้ขึ้นมาเพื่อให้คนที่กำลังตั้งครรภ์ไม่ไปดูการคลอดลูกของผู้หญิงอีกคนจะได้ไม่ควรเสียและไม่กล้าคลอดลูกนั่นเองค่ะ และนอกจากนั้นผู้หญิงที่ท้องนั้นก็ยังตั้งครรภ์อยู่การเดินทางในแต่ละครั้งเรียกได้ว่าลำบากมากดังนั้นความเชื่อนี้

จึงสร้างไว้เพื่อไม่ให้คนท้องไปดูผู้หญิงอีกคนคลอดลูกและนอกจากนั้นยังทำเพื่อไม่ให้ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ต้องเดินทางให้ลำบากค่ะ และนอกจากนั้นในการเดินทางไปในแต่ละที่นั้นเรียกได้ว่าบางทีก็ไกลมากและถึงแม้ที่ที่จะไปนั้นจะอยู่ไม่ไกลจากตัวบ้านมากนักแต่คนที่กำลังท้องกำลังไซ้นั้นจะต้องนอนพักผ่อนเยอะเยอะเพื่อที่เวลาที่คลอดลูกนั้นจะได้มีแรงเบ่งเยอะเยอะและถ้าแม่เด็กสุขภาพแข้งแรงเด็กในท้องก็ต้องออกมาแข็งแรงเหมือนแม่อย่างแน่นอน

 

 

สนับสนุนโดย  ดูบอล

กฎเหล็กที่คนโบราณห้ามมาตั้งแต่เด็ก

ถ้าพูดถึงความเชื่อทุกคนก็ต้องมีความเชื่อส่วนบุคคลการทำงานโดยเฉพาะคนในยุคสมัยก่อนจะมีความเชื่อมากมายเพื่อตักเตือนเด็กหลายๆคนวันนี้เราจะมาเล่าถึงความเชื่อต่างๆที่คนโบราณเชื่อกันและนอกจากนั้นวันนี้เราจะมาเล่าถึงเหตุผลว่าทำไมคนโบราณจึงได้ตักเตือนเราไว้แบบนั้นค่ะและวันนี้เราจะมาดูกันเลยค่ะ

1.ห้ามนำควายหรือวัวเข้าไปในวัดหรือบริเวณวัด  คนโบราณว่ากันไว้ว่าถ้าเกิดว่าใครนำวัวหรือควายเข้าไปอยู่ในวัดหรืออยู่ใกล้ๆของบริเวณวัดนั้นจะทำให้คนที่เลี้ยงวัวนั้นหรือควายนั้นตายไปแล้วจะกลายเป็นเปรตมีบาปติดตัวและวิญญาณจะไม่ไปผุดไปเกิดจะทำให้กลายเป็นเปรตคอยเฝ้าอยู่บริเวณวัดทุกวัน นอกจากนั้นชาโบราณยังบอกว่าอีกว่าแม้จะเป็นเพียงใบไม้จากต้นไม้ในวัดก็ไม่สามารถที่จะนำออกไปได้เนื่องจากของทุกอย่างในวัดนั้นเป็นของที่ศักดิ์สิทธิ์มากแล้วว่าจะเป็นดินดอกไม้หรือใบไม้ก็เป็นของศักดิ์สิทธิ์ทั้งนั้นดังนั้นควรจะไม่นำออกไปจากที่ควรจะวางไว้เป็นแบบนั้นตลอดไปดังนั้นของที่ศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ควรจะอยู่ใกล้ๆกับพวกวัวหรือควายถึงแม้ว่าผู้กองหรือควายนั้น

จะไม่ได้เป็นสิ่งอัปมงคลแต่ก็ไม่ควรนำเข้ามาในวัดเพราะในวัดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่จะมีแค่คนเท่านั้นที่สามารถเข้ามาได้จำนวนคนโบราณถึงได้ห้ามกันเอาไว้  ซึ่งถ้าถามถึงเหตุผลว่าทำไมคนโบราณถึงไม่ให้นำหรือควายเข้าไปในบริเวณวัดหรือเข้าไปในตัววัดนั้นเหตุผลที่แท้รักจริงเลยก็คือจากวัดมีลักษณะที่ตัวใหญ่ดังนั้นถ้ามันเกี่ยวอะไรเข้านิดเดียวของก็จะสามารถทำได้

ดังนั้นจึงไม่สามารถที่จะให้วัวหรือควายหรือแม้แต่สัตว์สามารถเข้าไปในวัดได้และนอกจากนั้นที่ของควายหรือวัวหรือแม้แต่สัตว์ทุกตัวก็ยังมีกลิ่นเหม็นที่จะส่งผลไปรบกวนผู้ที่มาปฏิบัติธรรมที่วัดดังนั้นจึงไม่ควรที่จะนำวัวหรือควายเข้าไปหรือจะนำสิ่งของออกไปก็ไม่ควรเพราะจะเป็นบาปหนักแต่สมมุติว่าถ้าเกิดว่าที่วัดมีหญ้าเยอะมากขึ้นรกหนาเราก็สามารถที่จะขอพระเจ้าอาวาสหรือเณรที่นั่นถ้าเกิดว่าท่านอนุญาตก็สามารถที่จะตัดหญ้าหรือนำสิ่งของไปให้ควายหรือนำไปใช้ได้นั่นเองค่ะแต่ถ้าให้ดีเลยไม่ควรที่จะนำสัตว์เลี้ยงอะไรก็แล้วแต่เข้าไปไว้ในวัดหรือบริเวณวัดค่ะ 

2.ห้ามล้างมือในอ่างเดียวกัน  คนโบราณมีความเชื่ออยู่ว่ามีคนสองคนล้างมือในอ่างเดียวกันแล้วมือเดินไปถูกกันเข้าว่ากันว่ามิตรภาพของทั้งสองคนที่เคยมีกันมาจะมา LINE หายไปแล้วทั้งสองคนจะกลายเป็นศัตรูกันค่ะ ซึ่งก็หมายถึงว่าสมมุติว่าเรากำลังล้างมืออยู่และมีอีกคนที่ต้องการจะล้างมืออยู่พอดีแต่อีกคนก็จำเป็นที่จะต้องรอนะคะเพราะถ้าเกิดว่าเราล้างมือในอ่างเดียวกัน

เนื่องจากจะเป็นการแย่งน้ำกันใช้แล้วเมื่อโดนกันคนโบราณเชื่อกันว่าจะทำให้มิตรภาพและความรักใคร่ปรองดองที่เคยมีด้วยกันแค่สะสมมาตลอดเวลาจะหายไปทันทีความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องดีๆจะหายไปและหลังจากนั้นเรื่องร้ายๆก็จะผุดขึ้นมาในหัวของเราดังนั้นคนโบราณจึงได้สร้างความเชื่อนี้ขึ้นมาซึ่งว่ากันว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีเหตุผลใดแอบแฝงอยู่เลยแต่เป็นมาจากความเชื่อของคนโบราณมารับตั้งนานแล้วล้วนๆ 

และนี่ก็คือกฎเหล็กที่คนโบราณเชื่อกันเป็นอย่างมากใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะคะ 

 

 

 

สนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์ไม่ต้องโหลด