ตำนานปีศาจแมว แห่งนาเบะชิมา

                 มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับตำนานปีศาจแมวซึ่งเกิดขึ้น  ในช่วงสมัยการปกครองของ โอเดะตอนต้นนั้นเป็นการปกครองของ สมัยองค์จักรพรรดิ์ไดเมียวนาเบะชิมา  มิซูชิเกะ ซึ่งปัจจุบันนี้ก็คือเมืองซาง่านั่นเอง  ในสมัยนั้นมีทหารรับใช้ที่เก่งกาจสามารถคอยเป็นด่านทับหน้าที่คอยบุกทะลวงต่อสู้กับข้าศึก ได้สร้างผลงานมาแล้วมากมาย มีนามว่า เรียว โซจิ มาตาซิจิรุ มีอยู่วันนึงเดี๋ยวโซจิได้เดินทางไปที่บ้านของไดเมียวนาเบะชิมา

เพื่อไปทำการพูดคุยกันตามปกติแต่ในระหว่างการคุยกันนั้นเกิดการทะเลาะกันเกิดขึ้นทำให้  คนของบ้านไดเมียวนาเบะชิมา ได้ทำการฆ่าจนถึงแก่ความตายหลังจากนั้นก็นำศพของเขาไปฝัง ที่บริเวณหลังกำแพงซึ่งอยู่ติดกับบ่อน้ำเก่าแก่ ซึ่ง แม่ของเรียวโซจินั้นเห็นว่าลูกชายของตนเองนั้นหายออกจากบ้านมาที่ บ้านของ ไดเมียวนาเบะชิมาเป็นเวลาหลายชั่วโมงแล้วและไม่ยอมกลับไปบ้านเสียทีจึงได้ออกมาตามหาลูกชายด้วยความเป็นห่วง

แต่คนงานของบ้าน ไดเมียวนาเบะชิมา พากันขับไล่หญิงชราโดยบอกว่าเรียวโซจิไม่เคยมาบ้านหลังนี้เนื่องจากว่าเจ้าของบ้านนั้นไม่สบายจึงไม่ได้ต้อนรับแขก หญิงชราพยายามตามหาเรียว โซจิ ลูกชายของนางโดยการสอบถามตามบ้านของเพื่อนบ้านไปยังตามที่ต่างๆแต่ก็ไม่เคยมีใครเห็นเรียวโซจิเลย  นางได้แต่ตามหาและร้องไห้อยู่ตลาดเวลา ขณะที่แม่ของเรียวโซจิกำลังร้องไห้คร่ำครวญถึงลูกชายของตนเองอยู่นั้นแมวของนางซึ่งนางเลี้ยงเอาไว้ชื่อว่าเจ้าโคมะ ได้มีการคาบกระดูกของสิ่งมีชีวิตเอามาวางไว้ตรงบริเวณด้านหน้าของนางซึ่งโครงกระดูกที่แมวคาบมานั้นมีเศษเสื้อของโลจิสติกส์มาด้วยทำให้หญิงชราทราบได้ทันทีว่านี่คือโครงกระดูกของลูกชายของเธอเธอ

จึงได้เดินทางไปเจอตรงบริเวณที่พบโครงกระดูกซึ่งอยู่ใกล้ๆกับบ้านของไดเมียวนาเบะชิมา ทำให้เธอนั้นไปต่อว่าคนงานของบ้านไดเมียวนาเบะชิมาว่าเป็นสาเหตุที่ทำการฆ่าลูกของเธอตายแต่คนงานนั้นก็ขับไล่เธอพร้อมกับด่าทอเธอและปฏิเสธว่าไม่ใช่คนที่ฆ่าเรียวโซจิ หญิงชรานั้นจมอยู่กับความเสียใจความคิดถึงลูกชายทำให้ตลอดระยะเวลาที่เธอมีชีวิตอยู่นั้นเธอมักจะนั่งสาปแช่งครอบครัวของไดเมียวนาเบะชิมาให้กับแมวของเธอฟังอยู่ทุกวันเป็นประจำ

และด้วยความเศร้าโศกเสียใจที่ได้สูญเสียลูกชายไปทำให้หญิงชราตัดสินใจใช้มีดฆ่าตัวเองตายในที่สุดเลือดได้ไหลนองไปทั่วทั้งบริเวณห้อง โคมะแมวที่หญิงชราเลี้ยงเอาไว้ได้พ่อมาดื่มกินเลือดของหญิงชราเข้าไปหลังจากนั้นเจ้าแมว โคมะก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย และนับตั้งแต่โคมะหายตัวไปในทุกๆคืนที่บ้านของ ไดเมียวนาเบะชิมา จะมีแมวเข้าไปอาละวาดหลอกผู้คนและทำลายข้าวของรวมถึงทำร้ายและฆ่าทุกคนที่มาขวางทางมัน

คืนแล้วคืนเล่าที่คนของตระกูลไดเมียวนาเบะชิมาต้องเผชิญกับ ปีศาจแมวที่โหดร้าย และแล้วในคืนหนึ่งโคโมริซามูไรผู้ภักดีของบ้านไดเมียวนาเบะชิมา ก็ได้ต่อสู้กับปีศาจแมว และสามารถปรับมันได้สำเร็จซึ่งเมื่อเห็นหน้ามันแล้วจึงได้รู้ว่ามันคือเจ้าโคมะแมวของหญิงชรานั่นเอง และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาคนของตระกูลบ้านไดเมียวนาเบะชิมาจึงปลอดภัยจากปีศาจแมวนั่นเอง

 

 

สนับสนุนโดย  gclub slot ทดลองเล่น

ตำนานการสร้างปราสาททัชมาฮาล

      ปราสาททัชมาฮาลถือว่าเป็นปราสาทที่มีความสวยงามและยังถูกจัดอันดับให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ 1 ใน 7 ของโลกซึ่งนักท่องเที่ยวหลายๆคนต่างไปฟันที่จะมีโอกาสได้ไปเที่ยวปราสาททัชมาฮาลสักครั้งหนึ่งในชีวิตเนื่องจากว่าที่ปราสาทแห่งนี้มีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับความรักขององค์กษัตริย์ที่มีการสร้างปราสาทนี้ขึ้นมาเพื่อมอบให้กับราชินีซึ่งเป็นที่รักของพระองค์สำหรับประสาททัสมาฮาร์นนี้ถูกสร้างขึ้นที่ประเทศอินเดียอยู่ในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์สวยงามติดอยู่กับริมแม่น้ำ

โดยมีเรื่องเล่าถึงการสร้างปราสาททัชมาฮาลมีว่าในสมัยพระมหากษัตริย์องค์ที่ 5 ซึ่งในขณะนั้นปกครองภายใต้ราชวงศ์โมเลกุลโดยภายใต้การปกครองของกษัตริย์ที่ชื่อว่า ชาห์ญะฮาน ซึ่งมีเรื่องเล่าถึงความรักที่พระองค์นั้นมีต่อพระมเหสีของพระองค์นั้นก็คือ    พระนางมุมตาซ มะฮัล โดยเรื่องเล่านี้เกิดขึ้นเมื่อสมัยที่กษัตริย์ชาห์ญะฮาน  ได้ขึ้นครองราชย์แล้วได้พบรักกับลูกสาวของเสนาบดีผู้หนึ่ง

ซึ่งพระองค์ใช้ระยะเวลาในการคบหาดูใจกับพระมเหสีก่อนที่จะมีการจัดงานอภิเษกสมรสกันนานถึง 5 ปีและหลังจากที่มีการอภิเษกสมรสกับพระองค์ก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขได้มามีลูกทั้งหมดด้วยกัน 13 คนและกำลังท้องลูกคนที่ 14 ซึ่งในวันที่คลอดลูกคนที่ 14 นั้นพระราชินีได้ปวดท้องอย่างรุนแรงและมีอาการตกเลือดหลังจากที่คลอดทารกน้อยออกมาแล้วพระราชินีก็เซ็นประชาชนทำให้พระมหากษัตริย์ชาห์ญะฮาน ทรงเสียพระทัยมากจึงได้มีการทรงสร้างประสาททัชมาฮาลขึ้นมา

โดยหวังว่าจะเป็นที่เก็บพระศพของพระราชินีซึ่งพระองค์ใช้เงินจำนวนมากในการลงทุนสร้างปราสาททัชมาฮาลในครั้งนี้โดยประสาททัชมาฮาลนั้นพระองค์มีการสร้างเป็นสีขาวทั้งหลังและใช้เพชรพลอยมาประดับประสาทหลังจากนั้นก็นำร่างพระราชินีมาประทับไว้ที่ปราสาทแห่งนี้และพระองค์ก็มาเฝ้ามาพูดคุยอยู่กับพระศพของพระราชินีและพระองค์ยังมีวางแผนว่าจะมีการสร้างปราสาทอีกที่หนึ่ง

ซึ่งเป็นประสาทสีดำเลยจะสร้างอยู่ฝั่งตรงข้ามกับปราสาทสีขาวของทัชมาฮาลซึ่งเมื่อลูกชายของพระองค์ทรงทราบเรื่องเข้าจึงได้ก่อการกบฏขึ้นเพื่อยึดครองบัลลังก์หลังจากนั้นก็จะพระองค์นั้นไปตั้งไว้ตรงข้ามกับประสาททัชมาฮาลซึ่งพระองค์ต้องอยู่ที่นั่นนานถึง 8 ปีหลังจากนั้นจึงสิ้นพระชนม์เมื่อชาห์ญะฮาน สิ้นพระชนม์แล้วลูกชายที่ขึ้นครองราชย์แทนก็ได้นำร่างของพระองค์นั้นไปไว้ที่ปราสาททัชมาฮาลเคียงคู่กับพระราชินีและนี่คือตำนานที่เป็นเรื่องเล่าของความรักและเป็นที่มาของการสร้างปราสาททัชมาฮาลนั่นเอง

 

 

สนับสนุนโดย  Ufabet ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ

ความเชื่อที่คนโบราณมักจะเชื่อกัน

 

   อย่าเหยียบธรณีประตู คนโบราณได้กล่าวไว้ว่าเวลาไปวัดหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆถ้าเห็นธรณีประตูให้เดินข้ามอยากให้เท้าโดนเด็ดขาด เพราะเชื่อกันว่าถ้าเกิดว่าเหยียบธรณีประตูจะทำให้ตัวเองถูกโบยหรือถูกทำร้ายจากผู้อื่นจนบาดเจ็บสาหัสและถูกรุมกระทืบเหมือนกับถูกเหยียบเหมือนกับที่เราเคยเหยียบธรณีประตู แต่ความเชื่อนี้ก็มีเหตุผลที่ผู้หลักผู้ใหญ่ได้กล่าวกับเราไว้เหตุผลก็คือผู้หลักผู้ใหญ่ต้องการให้เรามีสติเวลาเข้าวัดต้องสำรวม

ถ้าเกิดว่าไม่มีธรณีประตูบ้างที่เด็กๆก็จะวิ่งเล่นกันวิ่งไปวิ่งมาไม่สำรวมเวลาอยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ดังนั้นทางวัดจึงได้ทำการสร้างธรณีประตูขึ้นมาและสร้างความเชื่อนี้ขึ้นมาเพื่อที่เด็กๆจะได้กลัวและไม่กล้าวิ่งเล่นในวัดเพราะว่าจะเผลอนำเท้าไปโดนธรณีประตูดังนั้นที่วัดจึงเรียกได้ว่าเป็นที่เช่าไปแล้วจะต้องสำรวมมากที่สุดค่ะ คนที่กำลังตั้งครรภ์ห้ามไปดูสาวคนอื่นคลอดลูก 

คนโบราณมีความเชื่ออยู่ว่าถ้ามีหญิงที่ตั้งครรภ์กำลังจะคลอดลูกและคนที่ไปอยู่ในห้องนั้นด้วยเป็นหญิงตั้งครรภ์หญิงตั้งครรภ์ที่กำลังจะคลอดนั้นก็ไม่สามารถที่จะคลอดลูกได้ถึงแม้ว่าจะถึงเวลาที่คนจะคลอดลูกได้แล้วแต่ก็จะไม่สามารถแบ่งลูกออกได้เชื่อกันว่าเป็นเพราะว่ามีหญิงสาวที่ตั้งครรภ์คนอื่นอยู่แถวๆนั้นด้วยดังนั้นจึงไม่สามารถที่จะทำการแบ่งลูก แต่ถ้าถามถึงเหตุผลที่แท้จริงที่แท้จริงที่ผู้ใหญ่บอกกับเราอย่างนั้น

ก็เพราะว่ากลัวว่าถ้าเกิดว่าคนที่ท้องหรือตั้งครรภ์อยู่นั้นไปเห็นภาพตอนที่คนที่ท้องอีกคนกำลังเบ่งลูกจะทำให้กลัวและไม่กล้าที่จะคลอดลูกและอาจจะขวัญเสียได้จำนวนคนโบราณจึงสร้างความเชื่อนี้ขึ้นมาเพื่อให้คนที่กำลังตั้งครรภ์ไม่ไปดูการคลอดลูกของผู้หญิงอีกคนจะได้ไม่ควรเสียและไม่กล้าคลอดลูกนั่นเองค่ะ และนอกจากนั้นผู้หญิงที่ท้องนั้นก็ยังตั้งครรภ์อยู่การเดินทางในแต่ละครั้งเรียกได้ว่าลำบากมากดังนั้นความเชื่อนี้

จึงสร้างไว้เพื่อไม่ให้คนท้องไปดูผู้หญิงอีกคนคลอดลูกและนอกจากนั้นยังทำเพื่อไม่ให้ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ต้องเดินทางให้ลำบากค่ะ และนอกจากนั้นในการเดินทางไปในแต่ละที่นั้นเรียกได้ว่าบางทีก็ไกลมากและถึงแม้ที่ที่จะไปนั้นจะอยู่ไม่ไกลจากตัวบ้านมากนักแต่คนที่กำลังท้องกำลังไซ้นั้นจะต้องนอนพักผ่อนเยอะเยอะเพื่อที่เวลาที่คลอดลูกนั้นจะได้มีแรงเบ่งเยอะเยอะและถ้าแม่เด็กสุขภาพแข้งแรงเด็กในท้องก็ต้องออกมาแข็งแรงเหมือนแม่อย่างแน่นอน

 

 

สนับสนุนโดย  ดูบอล

กฎเหล็กที่คนโบราณห้ามมาตั้งแต่เด็ก

ถ้าพูดถึงความเชื่อทุกคนก็ต้องมีความเชื่อส่วนบุคคลการทำงานโดยเฉพาะคนในยุคสมัยก่อนจะมีความเชื่อมากมายเพื่อตักเตือนเด็กหลายๆคนวันนี้เราจะมาเล่าถึงความเชื่อต่างๆที่คนโบราณเชื่อกันและนอกจากนั้นวันนี้เราจะมาเล่าถึงเหตุผลว่าทำไมคนโบราณจึงได้ตักเตือนเราไว้แบบนั้นค่ะและวันนี้เราจะมาดูกันเลยค่ะ

1.ห้ามนำควายหรือวัวเข้าไปในวัดหรือบริเวณวัด  คนโบราณว่ากันไว้ว่าถ้าเกิดว่าใครนำวัวหรือควายเข้าไปอยู่ในวัดหรืออยู่ใกล้ๆของบริเวณวัดนั้นจะทำให้คนที่เลี้ยงวัวนั้นหรือควายนั้นตายไปแล้วจะกลายเป็นเปรตมีบาปติดตัวและวิญญาณจะไม่ไปผุดไปเกิดจะทำให้กลายเป็นเปรตคอยเฝ้าอยู่บริเวณวัดทุกวัน นอกจากนั้นชาโบราณยังบอกว่าอีกว่าแม้จะเป็นเพียงใบไม้จากต้นไม้ในวัดก็ไม่สามารถที่จะนำออกไปได้เนื่องจากของทุกอย่างในวัดนั้นเป็นของที่ศักดิ์สิทธิ์มากแล้วว่าจะเป็นดินดอกไม้หรือใบไม้ก็เป็นของศักดิ์สิทธิ์ทั้งนั้นดังนั้นควรจะไม่นำออกไปจากที่ควรจะวางไว้เป็นแบบนั้นตลอดไปดังนั้นของที่ศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ควรจะอยู่ใกล้ๆกับพวกวัวหรือควายถึงแม้ว่าผู้กองหรือควายนั้น

จะไม่ได้เป็นสิ่งอัปมงคลแต่ก็ไม่ควรนำเข้ามาในวัดเพราะในวัดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่จะมีแค่คนเท่านั้นที่สามารถเข้ามาได้จำนวนคนโบราณถึงได้ห้ามกันเอาไว้  ซึ่งถ้าถามถึงเหตุผลว่าทำไมคนโบราณถึงไม่ให้นำหรือควายเข้าไปในบริเวณวัดหรือเข้าไปในตัววัดนั้นเหตุผลที่แท้รักจริงเลยก็คือจากวัดมีลักษณะที่ตัวใหญ่ดังนั้นถ้ามันเกี่ยวอะไรเข้านิดเดียวของก็จะสามารถทำได้

ดังนั้นจึงไม่สามารถที่จะให้วัวหรือควายหรือแม้แต่สัตว์สามารถเข้าไปในวัดได้และนอกจากนั้นที่ของควายหรือวัวหรือแม้แต่สัตว์ทุกตัวก็ยังมีกลิ่นเหม็นที่จะส่งผลไปรบกวนผู้ที่มาปฏิบัติธรรมที่วัดดังนั้นจึงไม่ควรที่จะนำวัวหรือควายเข้าไปหรือจะนำสิ่งของออกไปก็ไม่ควรเพราะจะเป็นบาปหนักแต่สมมุติว่าถ้าเกิดว่าที่วัดมีหญ้าเยอะมากขึ้นรกหนาเราก็สามารถที่จะขอพระเจ้าอาวาสหรือเณรที่นั่นถ้าเกิดว่าท่านอนุญาตก็สามารถที่จะตัดหญ้าหรือนำสิ่งของไปให้ควายหรือนำไปใช้ได้นั่นเองค่ะแต่ถ้าให้ดีเลยไม่ควรที่จะนำสัตว์เลี้ยงอะไรก็แล้วแต่เข้าไปไว้ในวัดหรือบริเวณวัดค่ะ 

2.ห้ามล้างมือในอ่างเดียวกัน  คนโบราณมีความเชื่ออยู่ว่ามีคนสองคนล้างมือในอ่างเดียวกันแล้วมือเดินไปถูกกันเข้าว่ากันว่ามิตรภาพของทั้งสองคนที่เคยมีกันมาจะมา LINE หายไปแล้วทั้งสองคนจะกลายเป็นศัตรูกันค่ะ ซึ่งก็หมายถึงว่าสมมุติว่าเรากำลังล้างมืออยู่และมีอีกคนที่ต้องการจะล้างมืออยู่พอดีแต่อีกคนก็จำเป็นที่จะต้องรอนะคะเพราะถ้าเกิดว่าเราล้างมือในอ่างเดียวกัน

เนื่องจากจะเป็นการแย่งน้ำกันใช้แล้วเมื่อโดนกันคนโบราณเชื่อกันว่าจะทำให้มิตรภาพและความรักใคร่ปรองดองที่เคยมีด้วยกันแค่สะสมมาตลอดเวลาจะหายไปทันทีความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องดีๆจะหายไปและหลังจากนั้นเรื่องร้ายๆก็จะผุดขึ้นมาในหัวของเราดังนั้นคนโบราณจึงได้สร้างความเชื่อนี้ขึ้นมาซึ่งว่ากันว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีเหตุผลใดแอบแฝงอยู่เลยแต่เป็นมาจากความเชื่อของคนโบราณมารับตั้งนานแล้วล้วนๆ 

และนี่ก็คือกฎเหล็กที่คนโบราณเชื่อกันเป็นอย่างมากใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะคะ 

 

 

 

สนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์ไม่ต้องโหลด