ประวัติเขาพระวิหาร

หมุ่บ้านสุดท้ายของประเทศไทยที่ตั้งอยู่ติดชายแดนบริเวณทางขึ้นเขาพระวิหาร

คือ บ้านภูมิชรอก ตำบนเสาธงไชยอําเภอกันทรลักษ์จังหวัดศรีสะเกษ คำว่าภูมิแปลว่าบ้าน ชรอกแปลว่าต้นสน ระยะทาง11กิโลเมตรจะถึงบริเวณหน้าผาสูงชันที่เรียกว่าผามออีแดงซึ่งมีประวัติความเป็นมาว่ามีผู้หญิงสาวคนหนึ่งชื่อเล่นว่าแดงมีอาชีพเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนวัดกลางในจังหวัดศรีสะเกษเป็นหลานสาวของนายแพทย์คนหนึ่งที่เป็นผู้อำนวยการโรงบาลจังหวัดศรีสะเกษในปีพุทธศักราช2504ครูแดงพร้อมคณะจำนวน30คนขึ้นไปเที่ยวชมปราสาทเขาพระวิหารรถได้รับอุบัติเหตุรถพลิกคว่ําครูแดงกระโดดลงรถถูกรถทับครูแดงเสียชีวิตคนเดียวตั้งแต่ครูแดงเสียชีวิต

เคยมาปรากฏกายให้เจ้าหน้าที่เห็นจึงได้ทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้จากนั้นก็เลยได้เรียกผานี้ว่า ผามออีแดง ซึ่งเดิมเลยเรียกว่า ผามอ45 ผาคือหน้าผาอันสูงชัน มอก็คือหน้าผาที่มีความสูงถึง45องศาปราสาทเขาพระวิหารมีเนื้อที่ประมาณ150ไร้ตั้งอยู่บนเทือกเขาพนมดงรัก เขมรเรียกว่าพนมดองแร็ก แปลว่า ไม้คาน ที่เขาเรียกว่า ภูเขาไม้คานเพราะเขาลูกนี้จะคดโค้งมีลักษณะเหมือนไม้คานมีความยาวตั้งแต่จังหวัดอุบลราชธานีจนถึงจังหวัดนครราชสีมากั้นพนมแดนระหว่าง ประเทศไทย และ ประเทศกัมพูชา

 

ประสาทเขาพระวิหารถูกสร้างขึ้นปีพุทธศักราช1436

ซึ่งได้ตรงกับรัฐสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 1 ที่เป็นกษัตริย์ขอมนับตั้งแต่วันสร้างจนมาถึงปัจจุบันจึงมาอายุถึง1120ปีในการก่อสร้างปราสาทเขาพระวิหารนั้นได้มีความเชื่อว่าหากวงค์ตระกูลใด หรือ รัฐสมัยใดได้สร้างปราสาทเขาพระวิหารได้สำเร็จจึงเป็นการสาปแช่งวงค์ตระกูลนั้นๆจึงทำให้ในปัจจุบันปราสาทเขาพระวิหารก็ยังไม่สามารถสร้างได้เสร็จในการสร้างในสมัยนั้นเพื่อนำไปใช้ในประกอบพิธีทางศาสนาศาสนาฮินพระพิเศวรกายที่ได้นับถือเทพพระศวะเป็นเทพสูงสุด

 

โดยมีศิวลึงค์เป็นสัญลักษณ์สำหรับศิวลึงค์ที่ได้อยู่ด้านบนปราสาทเขาพระวิหารนั้นในปัจจุบันแล้วมันอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศษปราสาทเขาพระวิหารถือว่าเป็นร่องรอยความเจริญรุ่งเรืองและวิถีชีวิตในผู้คนในอดีตและยังได้สะท้อนถึงความสำคัญของปราสาทที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจและสร้างความสัมผัสไกลล้ชิดระหว่างผู้คนในชุมชนโบราณในแถบนี้มาตั้งแต่บรรพกาล ซึ่งหลายคนอาจจะบ่งบอกว่าเป็นเรื่องราวใหญ่โตเกี่ยวกับการยึดแต่เรานั้นมองว่าสิ่งสำคัญคือประวัติศาสตร์ที่มีร่องรอยโบราณสถานมากกว่า แต่นั้นก็เพราะเป็นเรื่องที่ทำให้ลูกหลานของเราได้รู้จักที่มาที่ไปโดยร่องรอยเหล่านั้นแหละ

นักโบราณคดีได้ค้นพบซากที่มีอายุหลายพันล้านปี

สำหรับเรื่องราวต่างๆที่ได้ถูกการค้นพบมานี้มันมีสภาพที่เกือบจะสมบูรณ์อีกทั้งมันยังมีเรื่องราวต่างๆนั้นตามมาด้วยซึ่งเราเองก็ยังไม่เคยรู้มาก่อนใช่ไหมว่ามันจะอยู่ได้มาถึงปัจจุบันนี้ทั้งที่มันก็ควรจะหายสาปสูญไปตั้งนานแล้วแต่อย่างไรก็เถอะได้มีการขุดค้นพบซากต่างที่ในยุคผ่านมาแล้วหลายร้อยล้านปีซึ่งในแต่ละชิ้นที่ได้ถูกค้นพบนั้นยังมีประวัติที่น่าสนใจและมันจะมีสิ่งที่น่าสนใจอย่างไรไปดูกัน

 

โมนา ลิซ่า แห่งไดโนเสาร์

สำหรับโมนา ลิซ่าไดโนเสาร์ถือได้ว่าอาจจะเป็นซากไดโนเสาร์ที่ได้พบอย่างสมบูรณ์มากที่สุดที่เคยได้ค้นพบมากเพราะว่าไดโนเสาร์ตัวนี้มันยังคงมีสภาพดีและสวยงามมากกว่าทุกตัวที่ได้ค้นพบมาในทางประวัติศาสตร์มันจึงได้รับชื่อว่าเป็น โมนา ลิซ่า แห่งไดโนเสาร์ เมื่อในปี2011หลังจากเริ่มต้นขุดซากฟอสซิลที่พบในเหมืองแห่งหนึ่งที่ประเทศแคนาดากว่า7,000ชั่วโมงนักบรรพชีวินวิทยาก็ได้พบซากไดโนเสาร์โบราณอายุกว่า1000010ล้านปีในสภาพที่เกือบจะสมบูรณ์แบบด้วยขนาดยาวกว่า5.5เมตรและมีน้ำหนักมากกว่าหนึ่งตัน

 

ซึ่งในความแปลกประหลาดของมันก็คือปกติแล้วมักจะเจอแต่ซากกระดูกและฟันเท่านั้นแต่ในครั้งนี้ซาดไดโนเสาร์นั้นยังมีเนื้อหนังและยังมีเนื้อเยื่อและรวมไปถึงผิวของมันนั้นยังมีเกล็ดที่มันยังไม่ศูนย์สะลายทั้งยังเหลือลลอดผ่านเวลามาเป็นกว่าล้านๆปีคณะ โมนา ลิซ่า แห่งไดโนเสาร์  จะจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์บรรพชีวินวิทยาในประเทศแคนาดาสำหรับใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของไดโนเสาร์คุณต้องไปเห็นกับตาให้ได้สักครั้งหนึ่งไม่แน่จุลสิกปาคมันอาจจะอยู่ที่นั่นก็อาจจะเป็นไปได้เครื่องนี้มันหน้าชั่งเหลือเชื่อเลยจริงๆไม่คิดว่าซากของมันนั้นจะอยู่ได้มาถึงปัจจุบันนี้

หน้ากากมันมี่เคลือบทอง

สำหรับในการที่ได้ขุดค้นพบหน้ากากมันมี่เคลือบทองนั้นที่ทำมาจากเงินเลือมขอบทองและยังได้ตกแต่งดวงตาด้วยหินโมราโดยที่มันนั้นยังคงอยู่ในสภาพที่จะสมบูรณ์แบบนี้แต่ว่ามันแปลกแล้วมันหายากแล้วแต่ในการที่มันอยู่ลอดมาถึงปัจจุบันได้นี่สิมันเป็นเรื่องที่หน้าแปลกที่สุดเพราะได้ทราบกันดีว่าพวกขโมยในแถบโบราณสถานของประเทศอียิปต์นั้นชุมยิ่งกว่ายุงสะอีกและหน้าแปลกที่บริเวณโดยรอบจะมีทั้งรูกสลักหินไหใส่เครื่องในอ่างและถ้วยต่างๆกระจัดกระจายไปทั่ว

 

แต่สำหรับโลงและหน้ากากยังคงอยู่ในสถาพดีและมันยังไม่ถูกลื้อค้นทั้งที่มันจะควรจะเป็นที่หมายตาของโจรยุคสมัยซึ่งนักวิทยาศาสตร์คาดกันว่าหน้ากากนี้เป็นของคนชั้นสูงในเมือง

 

ระวัติศาสตร์ของจังหวัดกาฬสินธุ์

ประวัติศาสตร์ของจังหวัดกาฬสินธุ์ และ จังหวัดมหาสารคาม

ภาคอีสานนั้นคุณรู้ไหมว่าอารยธรรมต่างๆและโบราณสถานต่างๆนั้นเกิดขึ้นเมื่อใดและมีประวัติความเป็นมาอย่างไรบ้างที่เกี่ยวกับทวาลาวดีและประวัติศาสตร์ต่างที่คนทางภาคอีสานนั้นมีทั้งยังมีประวัติศาสตร์มากมายให้เรานั้นได้เรียนรู้กับความเป็นมาของภาคอีสานซึ่งหลายคนก็ยังไม่รู้ใช่ไหมว่าจังหวัดในภาคอีสานนั้นมีประวัติศาสตร์อยู่จังหวัดอะไรบางแต่ละจังหวัดนั้นมีความเป็นมาอย่างไรเราจะมาดูร่องรอยความเจริญของอารยธรรมทวาลาวดีในภาคอีสานซึ่งปรากฏอยู่ในที่ตั้งเดิมของเมืองโบราณสองแห่งในจังหวัดกาฬสินธุ์และมหาสารคาม

 

อารยธรรมทวาลาวดีพบอยู่ทั่วภูมิภาคของประเทศไทย

แต่นักโบราณคดีเชื่อว่า ทวาลาวดีในเมืองไทยเริ่มต้นและมีศูนย์กลางอยู่ในภาคกลางแต่ยังมีการถกเถียงถึงตำแหน่งแน่ชัดเพราะพบหลักฐานสำคัญในเมืองโบราณหลายแห่งเทียบเท่ากัน สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ ภาคอีสาน วัฒนธรรมทวาลาวดีมีความพิเศษ เพราะในช่วงที่ทวาลาวดีรุ่นเรืองอยู่ในภาคอีสานและแพร่ขยายไปยังถิ่นอื่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็รับเอาวัฒนธรรมของขอมมาผสมผสานร่วมด้วยการสร้างงานพุทธสินบางประเภทจึงแตกต่างจากภาคกลางซึ่งสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ชัดเจนของทวาลาวดีอีสานก็คือ หินตั้งหรือใบเสมาเมืองฟ้าแดดสงยางคือตัวอย่างของเมืองโบราณที่พบใบเสมาหินฝั่งตัวอยู่เป็นจำนวนมากเมืองนี้สร้างขึ้นพุทธศตวรรษที่12 16 ทั้งเมืองนั้นเป็นรูปวงรีคล้ายใบเสมามีคันดินคูน้ำล้อมรอบเมืองยาวประมาณ5กิโลเมตร

 

ซึ่งเป็นลักษณะการสร้างเมืองในรูปแบบทวาลาวดีคือมักเลือกตั้งเมืองบนดอนในที่ร่มไกล้ทางน้ำและมีคูน้ำคันดินล้อมรอบเมืองเพื่อให้สะดวกต่อการพั้นน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติเข้ามากักเก็บไว้ตามหลักชนประทานคูน้ำนั้นยังใช้สำหรับระบบน้ำป้องกันไม่ให้ท้วมบ้านเรือนในเขตเมืองโบราณฟ้าแดดสงยางมีการค้นพบสิ่งของโบราณกระจายอยู่10แห่งแต่โบราณสถานที่มีขนาดใหญ่และมีลักษณะที่สมบูรณ์ที่สุด คือ พระธาตุยาคู  พระธาตุยาคูเดิมเรียกกันว่าพระธาตุใหญ่เป็นเจดีย์8เหลี่ยมสูง8เมตรมีฐานเป็นรูปสี่เลี่ยมจัตุรัสกว้างยาวด้านละ 10 เมตรมีบนไดทางขึ้น4ทิศและปรากฏหลักฐานว่ามีการสร้างและบูรณะต่อเติมในช่วงเวลาที่ต่างกันใน3ยุคสมัย คือ ฐานเจดีย์เป็นศิลปะสมัยทวาลาวดีในช่วงที่พบแรกๆยังมีลวดลายปูปั่นในสมัยทวาลาวดีประดับอยู่แต่ปัจจุบันได้หลุดออกจนหมดถัดขึ้นมาเป็นฐานรูปแปดเลี่ยมย่อมุมไม้12สร้างซ้อนทับไว้บนฐานเดิมซึ่งเป็นรูปแบบเจดีย์ในสมัยอยุธยาส่วนองค์ระฆังและยอดสร้างในสมัยรัตนโกสินทร์