ระวัติศาสตร์ของจังหวัดกาฬสินธุ์

ประวัติศาสตร์ของจังหวัดกาฬสินธุ์ และ จังหวัดมหาสารคาม

ภาคอีสานนั้นคุณรู้ไหมว่าอารยธรรมต่างๆและโบราณสถานต่างๆนั้นเกิดขึ้นเมื่อใดและมีประวัติความเป็นมาอย่างไรบ้างที่เกี่ยวกับทวาลาวดีและประวัติศาสตร์ต่างที่คนทางภาคอีสานนั้นมีทั้งยังมีประวัติศาสตร์มากมายให้เรานั้นได้เรียนรู้กับความเป็นมาของภาคอีสานซึ่งหลายคนก็ยังไม่รู้ใช่ไหมว่าจังหวัดในภาคอีสานนั้นมีประวัติศาสตร์อยู่จังหวัดอะไรบางแต่ละจังหวัดนั้นมีความเป็นมาอย่างไรเราจะมาดูร่องรอยความเจริญของอารยธรรมทวาลาวดีในภาคอีสานซึ่งปรากฏอยู่ในที่ตั้งเดิมของเมืองโบราณสองแห่งในจังหวัดกาฬสินธุ์และมหาสารคาม

 

อารยธรรมทวาลาวดีพบอยู่ทั่วภูมิภาคของประเทศไทย

แต่นักโบราณคดีเชื่อว่า ทวาลาวดีในเมืองไทยเริ่มต้นและมีศูนย์กลางอยู่ในภาคกลางแต่ยังมีการถกเถียงถึงตำแหน่งแน่ชัดเพราะพบหลักฐานสำคัญในเมืองโบราณหลายแห่งเทียบเท่ากัน สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ ภาคอีสาน วัฒนธรรมทวาลาวดีมีความพิเศษ เพราะในช่วงที่ทวาลาวดีรุ่นเรืองอยู่ในภาคอีสานและแพร่ขยายไปยังถิ่นอื่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็รับเอาวัฒนธรรมของขอมมาผสมผสานร่วมด้วยการสร้างงานพุทธสินบางประเภทจึงแตกต่างจากภาคกลางซึ่งสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ชัดเจนของทวาลาวดีอีสานก็คือ หินตั้งหรือใบเสมาเมืองฟ้าแดดสงยางคือตัวอย่างของเมืองโบราณที่พบใบเสมาหินฝั่งตัวอยู่เป็นจำนวนมากเมืองนี้สร้างขึ้นพุทธศตวรรษที่12 16 ทั้งเมืองนั้นเป็นรูปวงรีคล้ายใบเสมามีคันดินคูน้ำล้อมรอบเมืองยาวประมาณ5กิโลเมตร

 

ซึ่งเป็นลักษณะการสร้างเมืองในรูปแบบทวาลาวดีคือมักเลือกตั้งเมืองบนดอนในที่ร่มไกล้ทางน้ำและมีคูน้ำคันดินล้อมรอบเมืองเพื่อให้สะดวกต่อการพั้นน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติเข้ามากักเก็บไว้ตามหลักชนประทานคูน้ำนั้นยังใช้สำหรับระบบน้ำป้องกันไม่ให้ท้วมบ้านเรือนในเขตเมืองโบราณฟ้าแดดสงยางมีการค้นพบสิ่งของโบราณกระจายอยู่10แห่งแต่โบราณสถานที่มีขนาดใหญ่และมีลักษณะที่สมบูรณ์ที่สุด คือ พระธาตุยาคู  พระธาตุยาคูเดิมเรียกกันว่าพระธาตุใหญ่เป็นเจดีย์8เหลี่ยมสูง8เมตรมีฐานเป็นรูปสี่เลี่ยมจัตุรัสกว้างยาวด้านละ 10 เมตรมีบนไดทางขึ้น4ทิศและปรากฏหลักฐานว่ามีการสร้างและบูรณะต่อเติมในช่วงเวลาที่ต่างกันใน3ยุคสมัย คือ ฐานเจดีย์เป็นศิลปะสมัยทวาลาวดีในช่วงที่พบแรกๆยังมีลวดลายปูปั่นในสมัยทวาลาวดีประดับอยู่แต่ปัจจุบันได้หลุดออกจนหมดถัดขึ้นมาเป็นฐานรูปแปดเลี่ยมย่อมุมไม้12สร้างซ้อนทับไว้บนฐานเดิมซึ่งเป็นรูปแบบเจดีย์ในสมัยอยุธยาส่วนองค์ระฆังและยอดสร้างในสมัยรัตนโกสินทร์