น้ำผึ้งหยดเดียว

จากช่วงเวลาที่ผ่านมานับตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งล่าสุด รัฐบาลที่ถูกเลือกตั้งมาโดยมีข้อครหา

ว่ามีการโกงและล๊อบบี้เรื่องของผู้นำประเทศไว้เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่การปูพื้นฐานเอาคนของตัวเองไปนั่งอยู่ตามตำแหน่งที่ต่างๆ ในกระบวนการการเลือกตั้งและกระบวนการการยกมือเพื่อลงคะแนนเสียงเลือกนายกฯ จากนั้นการบริหารของประเทศที่นำโดยรัฐบาลชุดนี้ ได้โชว์ศักยภาพและฝีมือให้คนในประเทศไทยได้เห็นกระจ่างตาแล้วว่า ไม่เอาไหน เพราะเศรษฐกิจนั้นมีแต่ถอยหลังและดิ่งลงเหวลงไปเรื่อยๆ การแก้ปัญหาด้วยเอาเงินมาแจกให้กับประชาชนนั้น เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกวิธี ทำมาเกือบ 3 เฟส ก็ไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจอะไรให้ดีขึ้น จนขนาดนักเรียนนักศึกษา ไล่กันตั้งแต่มัธยมต้น ไปถึงมหาวิทยาลัย ได้ออกมาชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาลชุดนี้ให้ยุบสภาและเลิกเล่นการเมืองซะ

 

และครั้นเมืองฝ่ายค้านตัวเป้งอย่างพรรคอนาคตใหม่กำลังมีมติที่จะเข้าประชุม ครม. เพื่องัดไม้เด็ด และหลักฐานต่างๆ ที่ผูกมัดเพื่อให้รัฐบาลต้องยอมจำนนนั้น กลับถูกขวางกั้น ด้วยการเรื่องและใช้วิธีต่างๆ นานา เพื่อทำการยุคพรรคคู่แข่งอย่าง พรรคอนาคตใหม่ซะงั้น จนถึงกับมีกระแสเรียกร้อง จากกลุ่มคนรุ่นใหม่ออกมารวมตัวและต่อต้านการเผด็จการครั้งนี้ ซึ่งดูแนวโน้มว่า แฟลชม๊อบครั้งนี้จะขยายวงกว้างและเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

 

จนภาวะวิกฤติ โรคโควิด 19 ระบาดเข้ามาในประเทศไทย ทำให้กลุ่มแฟลชม๊อบไม่สามารถขยายเป็นวงกว้างได้ เนื่องจากกลัวการติดต่อและแพร่ระบาดของโรคนี้ นั่นจึงเหมือนเป็นโชคดีของฝ่ายรัฐบาลที่ทำให้กระแสการต่อต้านนี้เบาลง แต่แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาอีกระลอก กลับเป็นเรื่องของการบริหารประเทศ ที่ตัวรัฐบาลเองแท้ๆ ที่ไม่สามารถบริหารหรือจัดการปัญหาเรื่องการเข้ามาในประเทศไทยของผีน้อย

 

ได้ถึงขนาดมีการหลบหนีกันด้วยซ้ำ สุดท้ายเรื่องของหน้ากากอนามัยที่ขาดแคลนตลาดในประเทศไทย ซึ่งมีคำถามต่างๆ นานา ว่าขาดแคลนได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ประเทศไทยนั้นมีโรงงานผลิตสินค้าพวกนี้อยู่แล้ว กลับหาซื้อไม่ได้ แต่ดันมีโพสต์ขายในออนไลน์ แต่เป็นราคาที่แพงเกินจริง จากที่เมื่อก่อนขายแพงสุดชิ้นละ 2 บาท แต่ปัจจุบันราคาอยู่ที่ 9 – 14 บาทต่อชิ้น ซึ่งสุดท้ายต้นตอและความเป็นจริงได้ถูกเปิดเผย ที่มีนักการเมืองท่านหนึ่งของฝ่ายรัฐบาล ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการกักตุนสินค้าครั้งนี้และปั่นราคาให้ขึ้นสูงเผื่อนำไปขายต่อ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันออกมาว่า ผู้นำประเทศอย่างนายกฯ จะแก้ไขและจัดการปัญหานี้อย่างไร ซึ่งเวลานี้ ผู้นำของประเทศยังคงนิ่งเฉย และไร้คำตอบใดๆ มันจึงอาจเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวในรัฐบาลที่ทำให้รัฐบาลนี้ต้องล่มสลายก็เป็นได้