ศิลปะกับการสัก

ในสังคมไทยมักจะมองว่าคนที่มีรอยสักเยอะๆเป็นคนไม่ดี บางครั้งถึงขนาดตี้ตราคนนั้นไปว่าเป็นคนติดยา ทั้งที่จริงแล้วการมีรอยสักนั้นเป็นเรื่องของความชอบส่วนบุคคล รอยสักก็เหมือนศิลปะงานหนึ่ง ที่คนๆหนึ่งมีความสร้างสรรค์ มีความปรารถนาอยากให้ร่างกายของเขามีความสวยงามด้วยการเติมแต้มรอยสักเข้าไป และหลายๆครั้งที่รอยสักเหล่านั้นก็มักแฝงไปด้วยความหมายเช่นกัน

การสักนั้นมีมาตั้งแต่สมัยกรีก ในสมัยนั้นจะมีการสักเฉพาะทาสและอาชญากร เพื่อเป็นการทำสัญลักษณ์ โดยจะสักที่บริเวณใบหน้า ต่อมาการสักได้เริ่มแพร่ไปในหลายประเทศแถวทวีปยุโรป เมื่อประมาณปีคริสต์ศักราช 787 ได้มีการตีความว่าการสักบนใบหน้าเป็นการลบหลู่ต่อพระผู้เป็นเจ้า

ในประเทศญี่ปุ่น ก็มีการนิยมสักประมาณศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล โดยการสักจะเรียกว่า Irezumi หมายความว่า การเติมหมึก ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 8 ได้มีการสักเพื่อแบ่งแยกคนกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มเพชฌฆาต กลุ่มอาชญากร เป็นต้น ต่อมาได้มีการสักแบบ Horibari แพร่หลายในประเทศญี่ปุ่นเมื่อปีคริสต์ศักราช 1750 การสักแบบ Horibari จะเป็นการสักลวดลายต่างๆตามร่างกาย เป็นที่นิยมในกลุ่มชนชั้นต่ำ ลวดลายต่างๆที่สักส่วนใหญ่มีตั้งแต่ลายเทพเจ้า ลายตามความเชื่อทางศาสนา ลายตามนิทานพื้นฐาน หรือแม้กระทั่งลายจากจิตรกรรมที่มีชื่อเสียง

ส่วนในประเทศไทย การสักนั้นเป็นการสักเลขเพื่อทำเครื่องหมายบนข้อมือ เป็นสัญลักษณ์ของการขึ้นทะเบียนเป็นไพร่หลวง ซึ่งเป็นไพร่มีสังกัดกรมกอง ต่อมาได้ถูกยกเลิกในสมัยรัชกาลที่ 4 ส่วนการสักที่บริเวณหน้าผากหรือท้องแขนจะใช้กับผู้ที่กระทำความผิดต้องโทษจำคุก ซึ่งก็ถูกยกเลิกไปในปีพุทธศักราช 2475 อีกทั้งยังมีการสักยันต์ในหมู่โจร ผู้ร้าย และพระภิกษุ ซึ่งเป็นการสักยันต์ตามความเชื่อที่ว่ายันต์เปรียบเสมือนเครื่องรางของขลัง ป้องกันตนเองแลผู้อื่นจากสิ่งชั่วร้าย ฟันไม่เข้า ยิงไม่เข้า  

วิธีการสัก

โดยปกติแล้วจะมีการวาดลายตามแบบที่ต้องการก่อน หลังจากนั้นจะกำหนดตำแหน่งที่ต้องการสักไว้บนร่างกาย เมื่อได้รอยสักและตำแหน่งที่ดีแล้วจึงจะแทงเข็มลงไปเพื่อให้น้ำหมึกแพร่กระจายไปสู่ผิวหนัง ซึ่งเนื้อเยื่อจะดูดซึมเก็บสะสมน้ำหมึกนั้นไว้ ในปัจจุบันเข็มที่ใช้สำหรับการสักจะเป็นแบบมอเตอร์ สามารถแทงลงไปในชั้นผิวหนังได้ลึกขนาด 0.6-22 มิลลิเมตร

รอยสักที่มีให้เห็นโดยทั่วไปมีทั้งหมด 15 แบบ ดังนี้

1.Tribal tattoo 

2.New wave tribal

3.Old school tattoo

4.New school tattoo

5.Neo-traditional tattoo

6.Minimalist tattoo

7.Dotwork

8.Mandala tattoo

9.Watercolor tattoo

10.Realiistic tattoo

11.Japanese tattoo

12.Thai neo – thai tattoo

13.Bio – Mechineical tattoo

14.Giger tattoo

15.Qoute tattoo

การสักนั้นไม่ต่างอะไรจากการวาดรูป การระบายสี การสักเป็นการแสดงออกถึงความสร้างสรรค์ของช่างสักผู้เปรียบเสมือนศิลปิน การสร้างสรรค์รอยสักเพื่อมาแต่งเติมบนร่างกายย่อมต้องมีการออกแบบ มีการใช้ความคิด ใช้ความสร้างสรรค์ถึงจะทำให้เกิดเป็นผลงานรอยสักสวยๆงามๆหรือมีเสน่ห์น่ามองได้ การสักก็เป็นงานศิลปะอย่างหนึ่งที่มีร่างกายของมนุษย์มีสมุดวาดเขียน และมีเข็มสักเป็นดินสอสี ยิ่งบรรจงวาดและสร้างสรรค์ให้สวยงามเท่าไร ผลงานรอยสักจะยิ่งสวยงามเท่านั้น

 

สนับสนุนโดย  www.ufabet.com เริ่มเดิมพัน