ศิลปะการเขียน

การเขียน เป็นสิ่งทุกคนทำได้และทำกันมาต่อเนื่องตั้งแต่เด็กจนโต ทุกคนล้วนเคยได้รับการศึกษาเล่าเรียน การปลูกฝังสอนให้เขียนหนังสือมาตั้งแต่เด็ก จนถึงวัยเรียนก็ได้รับการฝึกให้เขียนเรียงความ รายงาน เป็นต้น การเขียนจึงถือเป็นพื้นฐานของมนุษย์ มนุษย์ทุกคนย่อมเขียนเป็น แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเขียนออกมาได้ดี การเขียนเป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้ ทำเป็นก็จริง

แต่การจะเขียนให้ดีนั้นจะต้องได้รับการฝึกฝน ได้รับการเรียนรู้มาอย่างดี หากเราเขียนได้ดีเราสามารถนำการเขียนของเราไปต่อยอดสร้างรายได้จากการเขียนขึ้นมาได้ด้วย ตัวอย่างเช่นนักเขียนนิยาย เขียนหนังสือ เขียนบทความ เขียนบทละคร เป็นต้น วันนี้เราจะมาแนะนำศิลปะการเขียน เขียนอย่างไรถึงจะดี

1.อ่านหนังสือที่ให้ความรู้ได้เยอะ

พื้นฐานการจะเขียนให้ได้ดีคือการอ่าน ผู้เขียนจะต้องคำนึงถึงเรื่องความรู้ที่จะนำไปเขียน ยิ่งผู้เขียนมีความรู้มากเท่าไร จะยิ่งนำเรื่องที่รู้ไปเขียนได้มากเท่านั้น อีกทั้งการอ่านยังทำให้ผู้เขียนได้เห็นศิลปะการเขียน การใช้ภาษา ของนักเขียนผู้อื่นอีกด้วย ว่ากันว่าผู้ที่อ่าหนังสือมาเยอะจะมีการใช้ภาษาที่สละสลวยกว่าคนทั่วไป และมีทัศนคติที่ดีขึ้น ฉะนั้นแล้วหากจะเริ่มเขียน ผู้เขียนควรเริ่มจากการอ่านเพื่อหาความรู้ หาแรงบันดาลใจ เพื่อเป็นพื้นฐานความรู้ก่อน

2.เลือกใช้ภาษาในการเขียน

ภาษาพูดและภาษาเขียนค่อนข้างมีความต่างกันมาก เมื่อเวลาพูดภาษาจะมีความเข้าใจง่าย แต่ไม่ได้เป็นทางการ กลับกันภาษาจะต้องเข้าใจง่ายและเป็นภาษาทางการ ฉะนั้นการจะเขียนให้ดีจะต้องรู้จักใช้ภาษาที่สละสลวย ภาษาที่เป็นทางการ ภาษาที่ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้ ผู้เขียนควรลองฝึกการใช้ภาษา โดยการลองเขียนประโยคที่ใช้ภาษาพูด ให้เป็นภาษาเขียน และใช้ภาษาที่สละสลวย ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงประเภทงานเขียนด้วยว่าผู้เขียนจะเขียนงานแนวไหน จะมีทิศทางการใช้ภาษาอย่างไร หากเป็นการเขียนนิยาย จะต้องมีบทพูด จึงสามารถใช้ภาษาพูดได้ แต่ถ้าเป็นงานเขียนวิจัยจะต้องใช้ภาษาทางการ เป็นต้น

3.กำหนดหัวข้อเรื่องและเรียงลำดับการเขียน

ผู้เขียนจะต้องกำหนดหัวข้อเรื่องที่จะเขียนออกมาว่าจะเขียนเกี่ยวกับอะไร จะได้ศึกษาหาข้อมูลและเรียงลำดับข้อมูลที่จะนำไปเขียนได้ถูกต้องและเหมาะสม เพราะการเขียนที่ดีจะต้องมีการลำดับการเขียน เช่น จะต้องมีการเกิร่นนำเรื่อง เนื้อเรื่อง และสรุปเรื่อง หากไม่มีการลำดับการเขียนอาจทำให้ผู้เขียนสับสน เขียนวกไปวนมาได้ ฉะนั้นแล้วควรมีการกำหนดหัวข้อเรื่องและลำดับการเขียนไว้ จึงจะทำให้การเขียนไหลลื่น และน่าอ่านยิ่งขึ้น

4.หมั่นฝึกเขียน

เมื่อผู้เขียนสามารถเขียนได้พอสมควรแล้ว ควรหมั่นฝึกเขียนบ่อยๆ เพื่อให้เกิดความเคยชิน ให้เกิดการพัฒนา เพราะหากทิ้งการฝึกฝนไปจะทำให้ต้องการมาเริ่มต้นฝึกเขียนใหม่ และอาจทำให้เขียนได้ไม่ดีเท่าเดิม ที่สำคัญการฝึกเขียนบ่อยๆจะทำช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง

5.หมั่นหาแรงบันดาลใจ 

แม้จะมีการฝึกฝนอยู่ตลอดเวลาแล้วก็ตาม แต่ศิลปะการเขียนก็คือศิลปะแขนงหนึ่งที่ผู้เขียนจะต้องสร้างสรรค์ จึงต้องหมั่นหาแรงบันดาลใจอยู่ตลอดเวลา มิฉะนั้นอาจทำให้การเขียนสะดุด ไม่มีความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอดได้ แรงบันดาลใจอาจช่วยให้ผู้เขียนมีความคิดสร้างสรรค์ต่อการเขียนได้ต่อไป

การเขียนดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ง่าย แต่การจะเขียนให้ดีได้เป็นเรื่องที่ยากพอสมควร ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นนักเขียน ที่จะใช้การเขียนในการสร้างรายได้ เมื่อศิลปะในการเขียนเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความสามารถ ทักษะ การฝึกฝน ผู้เขียนจึงเป็นเหมือนศิลปินที่คอยสร้างสรรค์ผลงาน ฉะนั้นแล้วการช่วยอุดหนุนผลงานการเขียนก็ถือเป็นการสนับสนุนงานศิลปะอย่างหนึ่งให้คงอยู่ในสังคมไทยได้ต่อไป

 

 

สนับสนุนโดย   สล็อต เว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์